เรียนรู้ รังสรรค์ บันเทิง

“... คนเรานั้นจะต้องมี นวัตกรรม คือต้อง innovative หรือต้องรู้จักสร้างสรรค์ ต้องมีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ว่าก็ต้องสามารถปรับโลกให้เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นอยู่หรือความพอใจความสุขสบายของตัวเองเหมือนกัน ต้องแก้ปัญหาด้วยความคิด พอทางหนึ่งตันก็ต้องหาทางใหม่ ไม่งอมืองอเท้ายิ่งใน ภาวะวิกฤต ยิ่งต้องการนวัตกรรม ซึ่งไม่เฉพาะแต่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นนวัตกรรมของทั้งระบบโดยรวม ตั้งแต่สังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม...”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงอธิบายไว้ในการแสดงปาฐกถาเรื่อง “เทคโนโลยี นวัตกรรม กับการพัฒนาประเทศ” ในการประชุมประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542

9/22/2551

ประสบการณ์ ส่งผู้ป่วยทางอากาศ(เฮลิคอปเตอร์)


ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบการร่วมมือร่วมใจของคนไทยไม่เคยจางหายไป ครั้งนี้ก็เช่นกันเมื่อเกิดเหตุรุนแรง วิชาชีพที่ดำรงอยู่ทำให้ต้องตัดสินใจ....น้องขอไปส่งคนไข้เองค่ะ( ลงเวรดึก) วันนั้นมีการส่งต่อผู้ป่วยหลายราย แม้ว่าจะลงเวรดึกที่ยุ่งทั้งคืน แต่พอเห็นความเร่งด่วน การตัดสินใจฉับพลัน....เอาละขอไปเองกับพี่อีกคนที่ICU ก็แล้วกัน ( CORE VALUE : Heart and Harmony /Team work/Service mind /Intrigrity )
การเตรียมส่งผู้ป่วยหนัก กระบวนการที่ดี เป็นสิ่งที่สำคัญจึงขอแสดงแนวทางเพื่อนำไปปรับใช้ค่ะ การเตรียมผู้ป่วยก่อนการเคลื่อนย้าย
ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาฟื้นฟูให้สัญญาณชีพอยู่ในระดับที่ปลอดภัย เท่าที่จะเป็นไป
1. การดูแลทางเดินหายใจ
* ใส่ท่อช่วยหายใจ ถ้ามีข้อบ่งชี้หรืออาจมีอาการแย่ลงในระหว่างการเคลื่อนย้าย ได้แก่
- การป้องกันทางเดินหายใจอุดกั้น
- การป้องกันการสูดสำลักเข้าปอด
- การช่วยดูดเสหะ
- การช่วยหายใจเนื่องจากการหายใจล้มเหลว
* เตรียมเครื่องดูดเสมหะให้พร้อม ในกรณีที่ต้องใช้เวลาเคลื่อนย้ายนาน ควรมีการรักษาความชุ่มชื้นของปอดด้วย เช่นการใช้อุปกรณ์กักความชื้น (heat moisture exchange) หรือ heat humidifier
* ใส่สายระบายลมและของเหลวจากกระเพาะอาหารเพราะป้องกันกระเพาะโป่งทำให้เสี่ยงสูดสำลักและการหายใจลำบากควรใส่ทุกรายที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ
2. การช่วยหายใจ
- พิจารณาให้ออกซิเจนด้วยอุปกรณ์และอัตราที่เหมาะสม
- จัดให้มีเครื่องช่วยหายใจที่เหมาะสมกับความจำเป็นของผู้ป่วย
- ใส่ท่อระบายลมหรือเลือดจากทรวงอก ถ้ามีความเสี่ยง
3. การดูและระบบไหลเวียนโลหิต
- การควบคุมการเสียเลือด เช่นการพันแผล การใส่อุปกรณ์ดามกระดูกที่หัก
- การเปิดเส้นให้สารน้ำที่เชื่อถือได้ และสามารถให้สารน้ำในอัตราที่เร็วได้เท่าที่จำเป็น ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาตีบหลอดเลือดขนาดสูงควรใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง
- เตรียมสารน้ำ และเลือดให้เพียงพอ
- ใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อติดตามการทำงานของไต
- ติดตามสัญญาณชีพ อย่างน้อยที่สุดจังหวะการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต
- เตรียมเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงเกินหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้น

4. การดูแลระบบประสาท
- ผู้ป่วยที่หมดสติ GCS <9>
การดูแลผู้ป่วยในระหว่างการเคลื่อนย้าย
ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลในระดับที่ไม่ต่ำกว่าการรักษาที่ได้อยู่เดิม
1. แจ้งหน่วยงานที่จะรับผู้ป่วยให้ทราบเพื่อเตรียมความพร้อม
2. ให้การบำบัดดูแลต่อเนื่อง โดยเน้นในระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต โดยอุปกรณ์และยาที่ใช้ต้องมีเพียงพอ โดยเฉพาะปริมาณก๊าซออกซิเจน แบตเตอรี่สำหรับเครื่องหยดสารน้ำยาและอุปกรณ์การเตรียมยาที่เพียงพอ เลือดและสารน้ำที่จำเป็น
3. เฝ้าระวังสัญญาณชีพในระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต โดยการประเมินทางคลินิคในด้านจังหวะและอันตรายการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต อัตราและปริมาณการหายใจ และถ้าเป็นไปควรติดเครื่องติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงพิเศษควรมีการติดตามเฝ้าระวังเฉพาะด้าน เช่นการวัดความดันโลหิตทางตรงการวัดความดันในกะโหลกศีรษะ
4. การคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดในระหว่างการเคลื่อนย้ายเพื่อป้องกันและให้การรักษาอย่างทันท่วงที่ เช่น อาจเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด การเกิด ventricular fibrillation
5. ผู้ติดตามที่มีความสามารถเหมาะระหว่างการเคลื่อนย้าย
- ควรมีอย่างน้อยสองคน ถ้าพยาบาลผู้ดูและผู้ป่วยเดิมเป็นผู้ส่งด้วยจะดีมาก
- มีการบันทึกสัญญาณชีพ ความรู้สึกตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นและการรักษาในระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยอาจใช้คนต่างหากอีกหนึ่งคน
- ผู้ป่วยที่อาการไม่คงที่ ควรมีแพทย์ติดตามระหว่างการเคลื่อนย้าย
- ถ้าแพทย์ที่ไม่ได้ไปด้วย ควรมีคำสั่งการรักษาเผื่อในปัญหาฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
- มีระบบการสื่อสารและหมายเลขโทรศัพท์ระหว่างแพทย์ที่ส่งและรับผู้ป่วย พยาบาล และโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง
ภายหลังการเคลื่อนย้ายแล้ว ควรมีการประเมินการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลต่อไป
ตัวชี้วัด ผู้ป่วยอาการหนักได้รับการดูแลขณะเคลื่อนย้ายอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
1. ไม่มีการเสียชีวิตด้วยเหตุที่ป้องกันได้ ( no preventable death )
2. ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ( complications)หรือความเสี่ยงเกิดอันตราย ( hazards) ขณะเคลื่อนย้าย

A. Airway : airway obstruction, accidental extubation
B. Breathing : loss ventiatory support, loss of PEEP or oxygen supply hyperventilation, hypoventilation, hypoxemia
C. Circulation : hypotension, dysarrhythmias
D. Drugs : disconnection of IV. Access to pharmacologic agents, fluid, lack of resuscitation drugs
E. Equipment : equipment malfunction, loss power, loss of communication

อ้างอิงจาก แนวทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอาการหนัก
Guideline 2006 for Transportation of Critically lll Patients จุลสาร สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย ปีที่4 ฉ.3 2549

ไม่มีความคิดเห็น: