1. ดูแลให้ได้รับ O2 เพียงพอและไม่มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์
1. ประเมินสภาพผู้ป่วย
2. ตรวจและบันทึกข้อมูลของการตั้งเครื่องช่วยหายใจ
3. Suction ใช้หลัก Aseptic Technique
4. ดูแล ET – Tube ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
5. ติดตามผล Aterial Blood gas หรือ O2 Sat
6. บันทึกปริมาตรอากาศที่หายใจออกของผู้ป่วยแต่ละครั้ง
อย่างน้อย วันละครั้ง เพื่อประเมินความก้าวหน้าของผู้ป่วย
7. ดูแลเครื่องช่วยหายใจให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
8. ประเมินสภาพและป้องกันการติดเชื้อของทางเดินหายใจ (VAP)
9. สังเกตลักษณะสีกลิ่นของเสมหะ เก็บเสมหะส่งเพาะเชื้อ
และ ติดตามผล
10. ติดตามผล Chest X-ray
2. ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานลดลงและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน
1. ดูแล Mouth Care อย่างน้อยเวรละ 1 ครั้ง
2. ป้องกันการเกิด Tissue Necrosis โดยใช้หลัก Minimal Leak Technique
3. ป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยติดพลาสเตอร์ให้เหมาะสม
4. ระวังไม่ให้สายดึงรั้ง
5. ป้องกันแก้ไขอาการบาดเจ็บของทางเดินหายใจ
6. ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
7. ป้องกันการดึงท่อโดยการผูกมัดอย่างระมัดระวัง
3. สามารถหย่าเครื่องช่วยหายใจได้ในเวลาที่เหมาะสม
1. เกณฑ์การหย่าเครื่องช่วยหายใจ
- ภาวะทางคลินิก ฟื้นหรือหายจากโรคที่ทำให้เกิด
หายใจล้มเหลว สัญญาณชีพปกติ มีความสมดุลของอิเลคโตรไลท์
ระดับ Albumin > 3 gm% , Hct > 30 %
- ประสิทธิภาพการทำงานของปอด TV 5 ml / นน.ตัว 1 Kg
- ความสามารถในการแลกเปลี่ยนก๊าซของปอด ผู้ป่วยหายใจด้วย
FiO2 0.4 , ค่า O2 Sat > 90 % , ค่า PaO2 > 60 mmHg ,
ค่า PaCO2 35-45 mmHg
2. วิธีการหย่าเครื่องในปัจจุบัน weaning
2.1 IMV + CPAP
2.2 IMV + Pressure Support
2.3 CPAP with Pressure Support Ventilator
2.4 T-Piece method
4. มีการสื่อสารความต้องการได้เหมาะสม
1. ประเมินความสามารถของผู้ป่วยที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร
2. หาวิธีการสื่อสารแทนคำพูด
3. หมั่นเยี่ยมและไต่ถามความต้องการของผู้ป่วย
4. ใช้คำพูดช้า ๆ ชัด ๆ ในการติดต่อสื่อสาร
5. อธิบายให้ญาติเข้าใจถึงปัญหาและสาเหตุของการสื่อสารลำบาก
6. จัดกริ่งหรือออดไว้ใกล้ตัวผู้ป่วย
5.พักผ่อน นอนหลับได้มากขึ้น
1. จัดยูนิตผู้ป่วยให้เป็นส่วนตัว ตามความเหมาะสม
2. ดูแลด้านจิตสังคม เพื่อส่งเสริมการนอนหลับ
3. ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการนอนหลับ
6. ผู้ป่วยและญาติสามารถปรับตัวกับความเจ็บป่วยได้เหมาะสม
1. สร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วย
2. บอกผู้ป่วยทุกครั้งที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ
3. ตั้งเป้าหมายร่วมกันกับผู้ป่วย
4. ขณะหย่าเครื่องช่วยหายใจ พยาบาลต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
เฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลง
5. เมื่อผู้ป่วยหอบเหนื่อยควรอยู่เป็นเพื่อน
6. ให้ข้อมูลผลการดูแลรักษาทุกเวร ร่วมกับให้ผู้ป่วยประเมินอาการของผู้ป่วย
7. พยาบาลผู้ดูแลต้องไวกับเสียงเตือนของเครื่องช่วยหายใจ
8. ให้ญาติมีส่วนช่วยดูแลให้กำลังใจผู้ป่วย
9. กรณีผู้ป่วยไม่สงบ กระสับกระส่าย รีบค้นหาสาเหตุ หาทางแก้ไข
8. ได้รับสารอาหาร น้ำ อิเลคโตรไลท์ เพียงพอ
1. ดูแลให้ได้รับสารน้ำตามแผนการรักษาของแพทย์
2. ดูแลให้ได้รับอาหารทางสายยางอย่างถูกวิธี
3. ติดตามผล Lab: BS , BUN, Cr, Electrolyte , Albumin , CBC
4. บันทึกปริมาณสารน้ำเข้าออก
7/28/2008
7/25/2008
การพยาบาลเพื่อป้องกันVAP

การปฏิบัติการพยาบาลสำคัญ
- การนอนยกศรีษะสูง 30 - 45 องศามีความสัมพันธ์กับการลดอุบัติการณ์การเกิด VAPใน ICU สามารถทำได้หากไม่มีข้อจำกัด- ผู้ป่วยควรได้รับการพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง การเปลี่ยนท่าผู้ป่วยช่วยขับสารคัดหลั่งในท่อช่วยหายใจ ลดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
- ป้องกันการสำลักเนื่องจากการให้อาหารทางสายยาง ให้อย่างช้าๆ Best Practice คือการให้แบบหยด ควบคุมการไหลของอาหาร ป้องกันท้องอืด อาหารไม่ย่อย
- การล้างมือให้สะอาดเป็นวิธีที่ป้องกันการแพร่เชื้อได้ดี ควรส่งเสริมให้มีอ่างล้างมือ ผ้าเช็ดมือ พอเพียงในหอผู้ป่วย มีการจัดวางน้ำยา Alcohol handrubs อยู่ในบริวณที่ดูแลผู้ป่วยอย่างทั่งถึง เช่น ข้างเตียง บนรถทำแผล โต๊ะเตรียมหัตถการ ในห้องตรวจ เปลเคลื่อนย้าย บุคลากรทุกระดับ เข้าถึงได้ง่าย และเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยอีกคนต้องล้างมือ ควรจะทำก่อนและหลังการใส่ถุงมืออีกครั้ง
- การดูแลความสะอาดในช่องปาก ฟัน ลิ้น ควรทำทุก 2 ชั่วโมง Best Practiceคือแปรงฟันทุก 8-12 ชั่วโมงสามารถลดการติดเชื้อทางเดินหายใจ มีรายงานงานวิจัยพบว่า chlorhexidine เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในปาก มีประสิทธิภาพลดการติดเชื้อในทางเดินหายใจ การศึกษาเมื่อเร็วๆนี้พบว่าประสบผลสำเร็จในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจและในงานวิจัยต่อมาแสดงให้เห็นว่า chlorhexidine มีบทบาทสำคัญในการลดการติดเชื้อในปากและคอหอย และป้องกันการเกิดVAP ในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ
- ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง ดูดเสมหะสม่ำเสมอเพื่อป้องกันเสมหะอุดตัน นำการใช้เครื่องดูดเสมหะระบบปิด ไม่รบกวนทางเดินหายใจของผู้ป่วยและช่วยป้องกันภาวะ hypoxia, hypotension, arrhythmias
- ควรมีการกระตุ้นผู้ป่วยให้รู้สึกตัว มีกำลังใจ สนับสนุนให้ญาติมาให้กำลังใจมีส่วนร่วมในการวางแผน หย่าเครื่องช่วยหายใจโดยเร็วที่สุด
- วางแผนการจำหน่ายในกรณีต้องย้ายออกจาก ICU พร้อมเครื่องช่วยหายใจ สอน สาธิตการช่วยพลิกตัว การปรับไขเตียงให้สูง 30-45 องศา การดูแลช่องปากให้สะอาด การดูแลสิ่งแวดล้อมข้างเตียง และเน้นการล้างมือให้สะอาดแก่ญาติผู้ป่วย
นอกจากนี้แล้วเพื่อนๆ...ชุมชน icu ..มาร่วมเสนอการพยาบาลที่ดี กันนะคะ....
7/16/2008
การให้อาหารเหลวทางสายยาง อย่างปลอดภัย

ทีนี้มาดูกันว่า เราทำตามแนวทางป้องกันแล้วยัง
- ดูดเสมหะก่อนให้อาหารทุกมื้อ
- ไม่วัด cuff pressure หลังอาหารทันที ควรรอ 1 – 2 ชม.
- ให้ผู้ป่วยนอนหัวสูง 30 องศา ขณะให้อาหาร
- ให้นอนตะแคงขวา หรือ หงายขณะให้อาหาร
-หยุดให้อาหารชั่วคราว ขณะดูดเสมหะ หลังให้อาหารภายใน 2 ชม.
- ดูดเสมหะก่อนให้อาหารทุกมื้อ
- ไม่วัด cuff pressure หลังอาหารทันที ควรรอ 1 – 2 ชม.
- ให้ผู้ป่วยนอนหัวสูง 30 องศา ขณะให้อาหาร
- ให้นอนตะแคงขวา หรือ หงายขณะให้อาหาร
-หยุดให้อาหารชั่วคราว ขณะดูดเสมหะ หลังให้อาหารภายใน 2 ชม.
ไม่ควรเคาะปอด / Vibration
- อย่าลืม ต้องให้มีการไหลตามแรงโน้มถ่วง ไม่ให้ไหลเร็วเกินไป อาจทำให้สำลัก
7/14/2008
แปรงฟัน Come Back...บอกลา SMW

น้ำยาบ้วนปากหรือที่เรียกกันว่า
Special Mouth Wash กำลังถูกนำออกไปจากวิธีปฏิบัติ
การดูแลปากและฟัน ของผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ในไอซียู
หลังจาก พบว่าการทำความสะอาดที่ดีที่สุด
คือ.........การแปรงฟัน.........
Special Mouth Wash กำลังถูกนำออกไปจากวิธีปฏิบัติ
การดูแลปากและฟัน ของผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ในไอซียู
หลังจาก พบว่าการทำความสะอาดที่ดีที่สุด
คือ.........การแปรงฟัน.........
แนวทางป้องกัน VAP
แนวทางปฏิบัติในการป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ แบ่งเป็น 6 หมวด คือ
หมวดที่ 1 การใส่ท่อช่วยหายใจ
1.1 Guide wire ได้ผ่านการส่งอบ Gas ก่อนใช้ทุกครั้ง
1.2 2 % Xylocain / Lubricate มีฝาปิดมิดชิด
1.3 ก่อน – หลังใช้ บีบ 2 % Xylocain / Lubricate ทิ้งเล็กน้อย ทุกครั้ง
1.4 เช็ด Blade ให้ทั่วด้วยก็อซ ชุบ Alcohol 70% ก่อนใช้งานทุกครั้ง
หมวดที่ 2 ให้อาหารอย่างปลอดภัย
2.1 ดูดเสมหะก่อนให้อาหารทุกมื้อ
2.2 ไม่วัด cuff pressure หลังอาหารทันที ควรรอ 1 – 2 ชม.
2.3 ให้ผู้ป่วยนอนหัวสูง 30 องศา ขณะให้อาหาร
2.4 ให้นอนตะแคงขวา หรือ หงายขณะให้อาหาร
2.5 หยุดให้อาหารชั่วคราว ขณะดูดเสมหะ หลังให้อาหารภายใน 2 ชม.ไม่ควรเคาะปอด / Vibration
หมวดที่3 ดูแลความ สะอาดปากและฟัน
3.1 ให้นอนตะแคงหน้าไปด้านที่ไม่มีท่อช่วยหายใจ
3.2 ใส่น้ำในปริมาณที่พอเหมาะและดูดน้ำออกจากปากได้ทัน
3.3 ไม่ใส่สาย suction ลึกเกินไปหรือขยับแกว่งไป มา บนโคนลิ้น
3.4 ทิ้งสาย ในภาชนะที่จัดไว้ทุกครั้ง หลังใช้แล้ว
3.5 ดูดเสมหะหลังทำความสะอาดช่องปาก ทุกครั้ง
3.6 ขณะทำความสะอาด ให้นอนหัวสูง ไม่น้อยกว่า 30 องศา
3.7 ใช้ Sterile water ล้างปากผู้ป่วย
3.8 อุปกรณ์ แห้ง เป็นภาชนะสะอาดก่อนนำมาใช้
หมวดที่ 4 การ SUCTION
4.1 ผู้ดูดเสมหะต้องสวมถุงมือเมื่อมีโอกาสปนเปื้อนเสมหะ
4.2 ใช้ Forcep หยิบถุงมือจาก tray ด้านที่ไม่สัมผัสสายดูดเสมหะ
4.3 ในการดูดเสมหะ ใช้สำลี Alcohol 70 % 3 ก้อน คือ
ก้อนที่ 1 เช็ด Finger tip ก่อนต่อสายดูดเสมหะ
ก้อนที่ 2 เช็ดรอบ Slip joint ก่อนดูดเสมหะ
ก้อนที่ 3 เช็ด Slip joint และปลาย connector หลังดูดเสมหะเสร็จ
4.4 เมื่อเปลี่ยนสายดูด ต้องเช็ด Finger tip ก่อนดูดครั้งต่อไป
4.5 ก่อนเอาท่อออก ต้องดูดเสมหะทั้งในท่อ ในปากจนหมดก่อน deflat cuff ทุกครั้ง
4.6 ขณะดูดเสมหะ ไม่ให้ถุงมือ sterile สัมผัส slip joint
4.7 ขณะดูดเสมหะ ไม่วางปลาย connector ให้สัมผัสเตียง ข้างเตียง ตัวผู้ป่วย อื่นๆ
4.8 เก็บ finger tip บนที่วางทุกครั้ง
หมวดที่ 5 การป้องกันการติดเชื้อจากอุปกรณ์ใช้งาน
5.1 น้ำใน water tap มีไม่เกิน 1/3 ของกระเปาะ
5.2 น้ำในชุดพ่นยามีไม่เกิน 1/5 หรือก้นกระเปาะ
5.3 เทน้ำที่ขังในสาย ก่อนตะแคงตัวผู้ป่วยไปด้านตรงข้ามกับเครื่อง
5.4 เตรียมชุดพ่นยา / NSS ที่ผสมเตรียมครั้งละ 1 dose เท่านั้น
5.5 ก่อนเติมยาพ่นในกระเปาะ เช็ด Alcohol 70% รอบชุดพ่นยาและไม่สัมผัส เคาะ ขอบกระเปาะชุดพ่นยา
5.6 เช็ด/ Spray Alco. 70% แล้วปล่อยให้แห้งเวรละ 1 ครั้ง
5.7 ให้เทน้ำที่ค้างในกระเปาะทิ้ง ก่อนปลดเก็บในถุงสะอาด (หนีบแขวนข้างเตียง) และเปลี่ยนทุก 4-8 ชม
หมวดที่ 6 การทำความสะอาดมือ
6.1 ล้างมือ / Hand rub ก่อน – ล้างมือหลังสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง สิ่งปนเปื้อนที่อุปกรณ์ แม้ว่าสวมถุงมือแล้ว
6.2 การใช้ Hand rub ทาน้ำยาทั่วมือ ง่ามมือ หลังมือ ทิ้งไว้ 10 วินาที ก่อนสัมผัส หรือทำกิจกรรมพยาบาล 6.3 ล้างมือ Hand rub ก่อน - ล้างมือ หลังเทน้ำในกระเปาะทุกครั้ง
6.4 ล้างมือ Hand rub ก่อน - ล้างมือ หลังดูดเสมหะ ทุกครั้ง
6.5 ล้างมือ Hand rub ก่อน - ล้างมือ หลังพ่นยา ทุกครั้ง
หมวดที่ 1 การใส่ท่อช่วยหายใจ
1.1 Guide wire ได้ผ่านการส่งอบ Gas ก่อนใช้ทุกครั้ง
1.2 2 % Xylocain / Lubricate มีฝาปิดมิดชิด
1.3 ก่อน – หลังใช้ บีบ 2 % Xylocain / Lubricate ทิ้งเล็กน้อย ทุกครั้ง
1.4 เช็ด Blade ให้ทั่วด้วยก็อซ ชุบ Alcohol 70% ก่อนใช้งานทุกครั้ง
หมวดที่ 2 ให้อาหารอย่างปลอดภัย
2.1 ดูดเสมหะก่อนให้อาหารทุกมื้อ
2.2 ไม่วัด cuff pressure หลังอาหารทันที ควรรอ 1 – 2 ชม.
2.3 ให้ผู้ป่วยนอนหัวสูง 30 องศา ขณะให้อาหาร
2.4 ให้นอนตะแคงขวา หรือ หงายขณะให้อาหาร
2.5 หยุดให้อาหารชั่วคราว ขณะดูดเสมหะ หลังให้อาหารภายใน 2 ชม.ไม่ควรเคาะปอด / Vibration
หมวดที่3 ดูแลความ สะอาดปากและฟัน
3.1 ให้นอนตะแคงหน้าไปด้านที่ไม่มีท่อช่วยหายใจ
3.2 ใส่น้ำในปริมาณที่พอเหมาะและดูดน้ำออกจากปากได้ทัน
3.3 ไม่ใส่สาย suction ลึกเกินไปหรือขยับแกว่งไป มา บนโคนลิ้น
3.4 ทิ้งสาย ในภาชนะที่จัดไว้ทุกครั้ง หลังใช้แล้ว
3.5 ดูดเสมหะหลังทำความสะอาดช่องปาก ทุกครั้ง
3.6 ขณะทำความสะอาด ให้นอนหัวสูง ไม่น้อยกว่า 30 องศา
3.7 ใช้ Sterile water ล้างปากผู้ป่วย
3.8 อุปกรณ์ แห้ง เป็นภาชนะสะอาดก่อนนำมาใช้
หมวดที่ 4 การ SUCTION
4.1 ผู้ดูดเสมหะต้องสวมถุงมือเมื่อมีโอกาสปนเปื้อนเสมหะ
4.2 ใช้ Forcep หยิบถุงมือจาก tray ด้านที่ไม่สัมผัสสายดูดเสมหะ
4.3 ในการดูดเสมหะ ใช้สำลี Alcohol 70 % 3 ก้อน คือ
ก้อนที่ 1 เช็ด Finger tip ก่อนต่อสายดูดเสมหะ
ก้อนที่ 2 เช็ดรอบ Slip joint ก่อนดูดเสมหะ
ก้อนที่ 3 เช็ด Slip joint และปลาย connector หลังดูดเสมหะเสร็จ
4.4 เมื่อเปลี่ยนสายดูด ต้องเช็ด Finger tip ก่อนดูดครั้งต่อไป
4.5 ก่อนเอาท่อออก ต้องดูดเสมหะทั้งในท่อ ในปากจนหมดก่อน deflat cuff ทุกครั้ง
4.6 ขณะดูดเสมหะ ไม่ให้ถุงมือ sterile สัมผัส slip joint
4.7 ขณะดูดเสมหะ ไม่วางปลาย connector ให้สัมผัสเตียง ข้างเตียง ตัวผู้ป่วย อื่นๆ
4.8 เก็บ finger tip บนที่วางทุกครั้ง
หมวดที่ 5 การป้องกันการติดเชื้อจากอุปกรณ์ใช้งาน
5.1 น้ำใน water tap มีไม่เกิน 1/3 ของกระเปาะ
5.2 น้ำในชุดพ่นยามีไม่เกิน 1/5 หรือก้นกระเปาะ
5.3 เทน้ำที่ขังในสาย ก่อนตะแคงตัวผู้ป่วยไปด้านตรงข้ามกับเครื่อง
5.4 เตรียมชุดพ่นยา / NSS ที่ผสมเตรียมครั้งละ 1 dose เท่านั้น
5.5 ก่อนเติมยาพ่นในกระเปาะ เช็ด Alcohol 70% รอบชุดพ่นยาและไม่สัมผัส เคาะ ขอบกระเปาะชุดพ่นยา
5.6 เช็ด/ Spray Alco. 70% แล้วปล่อยให้แห้งเวรละ 1 ครั้ง
5.7 ให้เทน้ำที่ค้างในกระเปาะทิ้ง ก่อนปลดเก็บในถุงสะอาด (หนีบแขวนข้างเตียง) และเปลี่ยนทุก 4-8 ชม
หมวดที่ 6 การทำความสะอาดมือ
6.1 ล้างมือ / Hand rub ก่อน – ล้างมือหลังสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง สิ่งปนเปื้อนที่อุปกรณ์ แม้ว่าสวมถุงมือแล้ว
6.2 การใช้ Hand rub ทาน้ำยาทั่วมือ ง่ามมือ หลังมือ ทิ้งไว้ 10 วินาที ก่อนสัมผัส หรือทำกิจกรรมพยาบาล 6.3 ล้างมือ Hand rub ก่อน - ล้างมือ หลังเทน้ำในกระเปาะทุกครั้ง
6.4 ล้างมือ Hand rub ก่อน - ล้างมือ หลังดูดเสมหะ ทุกครั้ง
6.5 ล้างมือ Hand rub ก่อน - ล้างมือ หลังพ่นยา ทุกครั้ง
Ventilator Associated Pneumonia:VAP
พยาธิสรีรวิทยาของ VAP
VAP ส่วนใหญ่เกิดจากการสูดสำลัก potential pathogens ซึ่ง colonize อยู่ที่บริเวณ oropharyngeal airway ของผู้ป่วย ลงสู่ Lower airway Colonization of orpharynx และ trachea อาจเกิดได้หลายทาง เช่น
· Fecal-oral cross-infection โดยผ่านมือของบุคลากรทางการแพทย์
· Contaminated respiration equipments
· Transmission of pathogens during patient care activites
VAP ยังอาจเกิดโดยวิธีอื่น แต่พบได้น้อยกว่า เช่น
· Macroaspiration of gastric content
· Transendotracheal aspiration of condensate in the ventilator tubings
· Contaminated respiration equipment or care process
ตำแหน่งที่อาจมีจุลชีพที่เป็นสาเหตุของการเกิด VAP นอกเหนือจาก orpharynx ได้แก่ paranasal sinus, dental plaque, Subglottic secretion และ stomach
การป้องกันการเกิด VAP
VAP เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ทำให้มีอัตราตายละค่าใช้จ่ายสูงขึ้นการป้องกันจะเป็นประโยชน์ ช่วยลดการสูญเสียในทุกๆ ด้าน แต่เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อการเกิด VAP ซับซ้อนมากและเปลี่ยนแปลงได้ตามระยะ เวลา การป้องกัน VAP จึงต้องทำในหลายมิติทั้ง conventional infection control approach และ specific prophylactic approach โดยมีเป้าหมาย
1. ลด bacterial colonization บริเวณ upper airway และ oropharynx
2. ลดการสูดสำลักทั้ง transendotracheal และรอบๆ endotracheal tube cuff
3. เพิ่ม clearance ของ bacterial ออกจาก airway
4. ส่งเสริม host defense mechanism ของผู้ป่วย
VAP ส่วนใหญ่เกิดจากการสูดสำลัก potential pathogens ซึ่ง colonize อยู่ที่บริเวณ oropharyngeal airway ของผู้ป่วย ลงสู่ Lower airway Colonization of orpharynx และ trachea อาจเกิดได้หลายทาง เช่น
· Fecal-oral cross-infection โดยผ่านมือของบุคลากรทางการแพทย์
· Contaminated respiration equipments
· Transmission of pathogens during patient care activites
VAP ยังอาจเกิดโดยวิธีอื่น แต่พบได้น้อยกว่า เช่น
· Macroaspiration of gastric content
· Transendotracheal aspiration of condensate in the ventilator tubings
· Contaminated respiration equipment or care process
ตำแหน่งที่อาจมีจุลชีพที่เป็นสาเหตุของการเกิด VAP นอกเหนือจาก orpharynx ได้แก่ paranasal sinus, dental plaque, Subglottic secretion และ stomach
การป้องกันการเกิด VAP
VAP เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ทำให้มีอัตราตายละค่าใช้จ่ายสูงขึ้นการป้องกันจะเป็นประโยชน์ ช่วยลดการสูญเสียในทุกๆ ด้าน แต่เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อการเกิด VAP ซับซ้อนมากและเปลี่ยนแปลงได้ตามระยะ เวลา การป้องกัน VAP จึงต้องทำในหลายมิติทั้ง conventional infection control approach และ specific prophylactic approach โดยมีเป้าหมาย
1. ลด bacterial colonization บริเวณ upper airway และ oropharynx
2. ลดการสูดสำลักทั้ง transendotracheal และรอบๆ endotracheal tube cuff
3. เพิ่ม clearance ของ bacterial ออกจาก airway
4. ส่งเสริม host defense mechanism ของผู้ป่วย
Patient Safety Gaols :E 1: Response to the Deteriorating Patient :Emergency Response
Emergency Response
E 1: Response to the Deteriorating Patient (WHO PSS)
WHO Collaborating Centre for Patient Safety Solutions ได้จัดทำร่างแนวทางเรื่อง Response to the Deteriorating Patient ขึ้นและอยู่ระหว่างการขอความเห็นจากผู้ใช้ มีเนื้อหาสำคัญดังนี้
1. เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ป่วยสามารถขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษ ในกรณีที่อาการของผู้ป่วยทรุดลง โดยสามารถทำได้ตลอดเวลา
2. กำหนดเกณฑ์สำหรับการร้องขอความช่วยเหลือเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอาการของผู้ป่วย หรือเมื่อเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วย และครอบครัวรู้สึกต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งควรมีองค์ประกอบต่อไปนี้
· การบันทึกสภาวะทางสรีรวิทยาเมื่อแรกรับ ได้แก่ heart rate, respiratory rate, blood pressure, level of consciousness, oxygen saturation, temperature และอาจรวมทั้ง hourly urine output และ biochemical analysis ในบางกรณี
· จัดทำแผนการติดตามที่ระบุชัดเจนว่าจะต้องบันทึกข้อมูลใด บ่อยเท่าไร โดยพิจารณาการวินิจฉัยโรคและแผนการรักษาสำหรับผู้ป่วย
· จัดทำ multi-parameter หรือ aggregate weighted scoring system สำหรับการติดตามเพื่อให้สามารถตอบสนองเป็นลำดับขั้นได้ (graded response) รวมทั้งการมีจุดตัดหรือคะแนนที่ชัดเจนที่จะต้องขอความช่วยเหลือ
· ใช้วิธีการสื่อสารที่เป็นมาตรฐาน เช่น SBAR (Situation, Background, Assessment, Recommendation) กับผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือ
· ใช้แบบบันทึกที่ได้รับการออกแบบไว้อย่างเป็นระบบเพื่อบันทึกเหตุการณ์เมื่อผู้ป่วยมีอาการเลวลง และเริ่มต้นให้ intervention
3. สร้างความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแลผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยเฉียบพลัน มีความรู้ความสามารถที่จำเป็นในการติดตาม วัด แปลความหมาย และตอบสนองโดยทันทีอย่างเหมาะสมกับระดับของการดูแลที่กำลังให้อยู่
4. ให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ที่อาจจะต้องขอความช่วยเหลือและผู้ที่หน้าที่ให้ความช่วยเหลือ เกี่ยวกับนโยบายและวิธีปฏิบัติในการตอบสนองอย่างเร่งด่วน
5. วัดอัตราการเกิด cardiopulmonary arrest และอัตราการเสียชีวิตก่อนและหลังการดำเนินการตามระบบนี้ ปรับปรุงคำจำกัดความของกรณีที่สามารถป้องกันได้โดยแยกเอาผู้ปวยระยะสุดท้ายที่คาดว่าจะต้องเสียชีวิตและผู้ป่วยที่มีคำสั่งไม่ต้องช่วยฟื้นชีพออกจากการคำนวณ
6. ประเมินผลได้และประสิทธิผลของ intervention ที่ใช้เพื่อค้นหาและรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทรุดลง เช่น จำนวนการเรียก code ช่วยชีวิตที่ลดลง, จำนวนการย้ายผู้ป่วยเข้า ICU ที่ลดลง, จำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตที่ลดลง
7. ส่งเสริมการทบทวนและวิเคราะห์ (เช่น RCA) เหตุการณ์ที่ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและไม่มีการให้ intervention ในเวลาที่เหมาะสม
IHIได้ให้ตัวอย่าง Criteria สำหรับการขอความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ไว้ดังนี้
· เจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบดูแลผู้ปวยรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วย
· อัตราการเต้นของหัวใจ <40>130 ครั้งต่อนาที
· ความดัน systolic <90 mmHg
· อัตราการหายใจ <8>28 ครั้งต่อนาที
· O2 saturation <90% ทั้งที่ให้ออกซิเจน
· การเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกตัว
· ปริมาณปัสสาวะ <50>
E 1: Response to the Deteriorating Patient (WHO PSS)
WHO Collaborating Centre for Patient Safety Solutions ได้จัดทำร่างแนวทางเรื่อง Response to the Deteriorating Patient ขึ้นและอยู่ระหว่างการขอความเห็นจากผู้ใช้ มีเนื้อหาสำคัญดังนี้
1. เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ป่วยสามารถขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษ ในกรณีที่อาการของผู้ป่วยทรุดลง โดยสามารถทำได้ตลอดเวลา
2. กำหนดเกณฑ์สำหรับการร้องขอความช่วยเหลือเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอาการของผู้ป่วย หรือเมื่อเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วย และครอบครัวรู้สึกต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งควรมีองค์ประกอบต่อไปนี้
· การบันทึกสภาวะทางสรีรวิทยาเมื่อแรกรับ ได้แก่ heart rate, respiratory rate, blood pressure, level of consciousness, oxygen saturation, temperature และอาจรวมทั้ง hourly urine output และ biochemical analysis ในบางกรณี
· จัดทำแผนการติดตามที่ระบุชัดเจนว่าจะต้องบันทึกข้อมูลใด บ่อยเท่าไร โดยพิจารณาการวินิจฉัยโรคและแผนการรักษาสำหรับผู้ป่วย
· จัดทำ multi-parameter หรือ aggregate weighted scoring system สำหรับการติดตามเพื่อให้สามารถตอบสนองเป็นลำดับขั้นได้ (graded response) รวมทั้งการมีจุดตัดหรือคะแนนที่ชัดเจนที่จะต้องขอความช่วยเหลือ
· ใช้วิธีการสื่อสารที่เป็นมาตรฐาน เช่น SBAR (Situation, Background, Assessment, Recommendation) กับผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือ
· ใช้แบบบันทึกที่ได้รับการออกแบบไว้อย่างเป็นระบบเพื่อบันทึกเหตุการณ์เมื่อผู้ป่วยมีอาการเลวลง และเริ่มต้นให้ intervention
3. สร้างความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแลผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยเฉียบพลัน มีความรู้ความสามารถที่จำเป็นในการติดตาม วัด แปลความหมาย และตอบสนองโดยทันทีอย่างเหมาะสมกับระดับของการดูแลที่กำลังให้อยู่
4. ให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ที่อาจจะต้องขอความช่วยเหลือและผู้ที่หน้าที่ให้ความช่วยเหลือ เกี่ยวกับนโยบายและวิธีปฏิบัติในการตอบสนองอย่างเร่งด่วน
5. วัดอัตราการเกิด cardiopulmonary arrest และอัตราการเสียชีวิตก่อนและหลังการดำเนินการตามระบบนี้ ปรับปรุงคำจำกัดความของกรณีที่สามารถป้องกันได้โดยแยกเอาผู้ปวยระยะสุดท้ายที่คาดว่าจะต้องเสียชีวิตและผู้ป่วยที่มีคำสั่งไม่ต้องช่วยฟื้นชีพออกจากการคำนวณ
6. ประเมินผลได้และประสิทธิผลของ intervention ที่ใช้เพื่อค้นหาและรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทรุดลง เช่น จำนวนการเรียก code ช่วยชีวิตที่ลดลง, จำนวนการย้ายผู้ป่วยเข้า ICU ที่ลดลง, จำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตที่ลดลง
7. ส่งเสริมการทบทวนและวิเคราะห์ (เช่น RCA) เหตุการณ์ที่ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและไม่มีการให้ intervention ในเวลาที่เหมาะสม
IHIได้ให้ตัวอย่าง Criteria สำหรับการขอความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ไว้ดังนี้
· เจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบดูแลผู้ปวยรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วย
· อัตราการเต้นของหัวใจ <40>130 ครั้งต่อนาที
· ความดัน systolic <90 mmHg
· อัตราการหายใจ <8>28 ครั้งต่อนาที
· O2 saturation <90% ทั้งที่ให้ออกซิเจน
· การเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกตัว
· ปริมาณปัสสาวะ <50>
Patient Safety Goals : I 2.2: VAP Prevention
I 2.2: VAP Prevention
จากแนวทางของ CDC Recommendation for Prevention of Healthcare Associated Pneumonia (2003)แนวทางของ Washington University ซึ่งเรียกย่อๆ ว่า WHAP, และแนวทางของ American Association of Critical-Care Nurse
การป้องกัน VAP มีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
1. Wean
ถอดอุปกรณ์และเครื่องช่วยหายใจออกจากผู้ป่วยให้เร็วที่สุดตามข้อบ่งชี้ทางคลินิกและ weaning protocol ของโรงพยาบาล เนื่องจาก biofilm ระหว่างอุปกรณ์กับเยื่อบุจะเป็นแหล่งขยายตัวของเชื้อจุลชีพ
2. Hand hygiene
2.1 ล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือ alcohol-based handrubs (ถ้าไม่มีการปนเปื้อนที่เห็นชัด) ในกรณีต่อไปนี้
· ก่อนและหลังสัมผัสกับผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจหรือเจาะคอ
· ก่อนและหลังสัมผัสกับอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจซึ่งกำลังใช้กับผู้ป่วย ไม่ว่าจะสวมถุงมือหรือไม่ก็ตาม
· หลังจากสัมผัสกับเยื่อบุ, สารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ, หรือวัตถุที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะใส่ถุงมือหรือไม่ก็ตาม
2.2 เปลี่ยนถุงมือและล้างมือ ในกรณีต่อไปนี้
· ระหว่างการสัมผัสผู้ป่วยคนละราย
· หลังจากจับต้องสารคัดหลั่งหรือวัตถุที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยรายหนึ่ง และก่อนที่จะไปสัมผัสผู้ป่วยรายอื่น วัตถุ หรือสิ่งแวดล้อม
· ระหว่างการสัมผัสกับตำแหน่งของร่างกายที่ปนเปื้อน และทางเดินหายใจหรืออุปกรณ์ช่วยหายใจในผู้ป่วยรายเดียวกัน
3. Aspiration Precautions
3.1 ป้องกันการสำลักเนื่องจากการใส่ท่อช่วยหายใจ
ก) ใช้ noninvasive positive-pressure ventilation ผ่าน face mask เพื่อลดความจำเป็นและระยะเวลาในการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยบางกลุ่ม (เช่น ผู้ป่วยที่มี hypercapneic respiratory failure เนื่องจาก acute exacerbation of COPD or cardiogenic pulmonary edema) และใช้เป็นส่วนหนึ่งของ weaning process
ข) หลีกเลี่ยงการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำ
ค) ก่อนที่จะปล่อยลมจาก cuff หรือถอดท่อช่วยหายใจ ให้ดูดเสมหะบริเวณเหนือ cuff ออกให้หมด
ง) ระบาย circuit condensate ก่อนจัดท่าผู้ป่วย
3.2 ป้องกันการสำลักเนื่องจากการให้อาหารทางสายยาง
ก) ในผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจและไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ ให้ยกหัวเตียงผู้ป่วยสูงทำมุม 30-45 องศา
ข) ตรวจสอบตำแหน่งของสายยางให้อาหารและวัด gastric residual volumes ก่อนให้ tube feeding ถอดสายยางให้อาหารออกให้เร็วที่สุด
4. Prevent Contamination
ก) ทำความสะอาดเครื่องมืออย่างทั่วถึง ก่อนที่จะนำเครื่องมือไปทำให้ปราศจากเชื้อหรือทำลายเชื้อ (พิจารณาใช้ enzymatic cleaner สำหรับเครื่องมือที่มี lumen หรือผิวไม่ราบเรียบ)
ข) ถ้าเป็นไปได้ ใช้การนึ่งฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สัมผัสกับเยื่อบุของผู้ป่วย กรณีที่เครื่องมือและอุปกรณ์นั้นไวต่อความร้อนหรือความชื้น ให้ใช้ low-temperature sterilization methods และ rinse ด้วย sterile water
ค) เปลี่ยน ventilator circuits ต่อเมื่อเห็นความสกปรกที่ชัดเจน (โดยทั่วไปไม่ควรเปลี่ยนบ่อยกว่าทุก 48 ชั่วโมง) และควรเทหยดน้ำในท่อทิ้งบ่อยๆ ให้เป็น routine
ง) การ suction ให้ทำเท่าที่จำเป็น ใช้วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่เหมาะสม และเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งโรงพยาบาล, แยกอุปกรณ์ที่ใช้ดูดเสมหะและน้ำลายในช่องปากกับที่ใช้ดูดใน endotrachial tube ออกจากกัน, ใช้ saline ต่อเมื่อเสมหะเหนียวข้น
ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนในเรื่องการเลือกใช้ multiuse closed-system suction catheter หรือ single-use open-system suction catheter, การใช้ sterile หรือ clean gloves
5. Oral Care
ลด colonization dental plaque โดยการแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง, ดูแลความชุ่มชื้นของเยื่อบุโดยใช้ moisturizer ทุก 2-4 ชั่วโมง
จากแนวทางของ CDC Recommendation for Prevention of Healthcare Associated Pneumonia (2003)แนวทางของ Washington University ซึ่งเรียกย่อๆ ว่า WHAP, และแนวทางของ American Association of Critical-Care Nurse
การป้องกัน VAP มีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
1. Wean
ถอดอุปกรณ์และเครื่องช่วยหายใจออกจากผู้ป่วยให้เร็วที่สุดตามข้อบ่งชี้ทางคลินิกและ weaning protocol ของโรงพยาบาล เนื่องจาก biofilm ระหว่างอุปกรณ์กับเยื่อบุจะเป็นแหล่งขยายตัวของเชื้อจุลชีพ
2. Hand hygiene
2.1 ล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือ alcohol-based handrubs (ถ้าไม่มีการปนเปื้อนที่เห็นชัด) ในกรณีต่อไปนี้
· ก่อนและหลังสัมผัสกับผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจหรือเจาะคอ
· ก่อนและหลังสัมผัสกับอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจซึ่งกำลังใช้กับผู้ป่วย ไม่ว่าจะสวมถุงมือหรือไม่ก็ตาม
· หลังจากสัมผัสกับเยื่อบุ, สารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ, หรือวัตถุที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะใส่ถุงมือหรือไม่ก็ตาม
2.2 เปลี่ยนถุงมือและล้างมือ ในกรณีต่อไปนี้
· ระหว่างการสัมผัสผู้ป่วยคนละราย
· หลังจากจับต้องสารคัดหลั่งหรือวัตถุที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยรายหนึ่ง และก่อนที่จะไปสัมผัสผู้ป่วยรายอื่น วัตถุ หรือสิ่งแวดล้อม
· ระหว่างการสัมผัสกับตำแหน่งของร่างกายที่ปนเปื้อน และทางเดินหายใจหรืออุปกรณ์ช่วยหายใจในผู้ป่วยรายเดียวกัน
3. Aspiration Precautions
3.1 ป้องกันการสำลักเนื่องจากการใส่ท่อช่วยหายใจ
ก) ใช้ noninvasive positive-pressure ventilation ผ่าน face mask เพื่อลดความจำเป็นและระยะเวลาในการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยบางกลุ่ม (เช่น ผู้ป่วยที่มี hypercapneic respiratory failure เนื่องจาก acute exacerbation of COPD or cardiogenic pulmonary edema) และใช้เป็นส่วนหนึ่งของ weaning process
ข) หลีกเลี่ยงการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำ
ค) ก่อนที่จะปล่อยลมจาก cuff หรือถอดท่อช่วยหายใจ ให้ดูดเสมหะบริเวณเหนือ cuff ออกให้หมด
ง) ระบาย circuit condensate ก่อนจัดท่าผู้ป่วย
3.2 ป้องกันการสำลักเนื่องจากการให้อาหารทางสายยาง
ก) ในผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจและไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ ให้ยกหัวเตียงผู้ป่วยสูงทำมุม 30-45 องศา
ข) ตรวจสอบตำแหน่งของสายยางให้อาหารและวัด gastric residual volumes ก่อนให้ tube feeding ถอดสายยางให้อาหารออกให้เร็วที่สุด
4. Prevent Contamination
ก) ทำความสะอาดเครื่องมืออย่างทั่วถึง ก่อนที่จะนำเครื่องมือไปทำให้ปราศจากเชื้อหรือทำลายเชื้อ (พิจารณาใช้ enzymatic cleaner สำหรับเครื่องมือที่มี lumen หรือผิวไม่ราบเรียบ)
ข) ถ้าเป็นไปได้ ใช้การนึ่งฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สัมผัสกับเยื่อบุของผู้ป่วย กรณีที่เครื่องมือและอุปกรณ์นั้นไวต่อความร้อนหรือความชื้น ให้ใช้ low-temperature sterilization methods และ rinse ด้วย sterile water
ค) เปลี่ยน ventilator circuits ต่อเมื่อเห็นความสกปรกที่ชัดเจน (โดยทั่วไปไม่ควรเปลี่ยนบ่อยกว่าทุก 48 ชั่วโมง) และควรเทหยดน้ำในท่อทิ้งบ่อยๆ ให้เป็น routine
ง) การ suction ให้ทำเท่าที่จำเป็น ใช้วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่เหมาะสม และเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งโรงพยาบาล, แยกอุปกรณ์ที่ใช้ดูดเสมหะและน้ำลายในช่องปากกับที่ใช้ดูดใน endotrachial tube ออกจากกัน, ใช้ saline ต่อเมื่อเสมหะเหนียวข้น
ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนในเรื่องการเลือกใช้ multiuse closed-system suction catheter หรือ single-use open-system suction catheter, การใช้ sterile หรือ clean gloves
5. Oral Care
ลด colonization dental plaque โดยการแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง, ดูแลความชุ่มชื้นของเยื่อบุโดยใช้ moisturizer ทุก 2-4 ชั่วโมง
Patient Safety Goals :I 1.Hand Hygiene
I : Infection Control (Clean Care)
I 1: Hand Hygiene (WHO PSS #9)
WHO Collaborating Centre for Patient Safety Solutions ได้จัดทำแนวทางเรื่อง Improved Hand Hygiene to Prevent Health Care-Associated Infections ขึ้น มีองค์ประกอบสำคัญได้แก่
1. จัดให้มี alcohol-based handrubs ที่เข้าถึงได้ง่าย ณ จุดที่ให้บริการผู้ป่วย (point of patient care) ซึ่งผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ได้เมื่อต้องการโดยไม่ต้องออกจากบริเวณที่ทำกิจกรรมการดูแลผู้ป่วย (อาจจะเป็นขวด handrubs ติดกระเป๋าผู้ปฏิบัติงาน หรือ handrubs ที่ติดกับเตียงผู้ป่วย วางบนโต๊ะข้างเตียง และวางบนรถฉีดยาทำแผล)
2. จัดให้มีน้ำสะอาดและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการล้างมือซึ่งเข้าถึงได้ง่าย
3. ให้ความรู้แก่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวิธีการล้างมือที่ถูกต้อง (WHO ได้จัดทำ Guidelines on Hand Hygienein Health Care (Advanced Draft) สามารถศึกษาได้จากhttp://www.who.int/gpsc/tools/en/)
4. แสดงสื่อเตือนใจในที่ทำงานเพื่อกระตุ้นให้มีการล้างมือ
5. สังเกตติดตามและวัดระดับการปฏิบัติ และให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้ปฏิบัติงาน
I 1: Hand Hygiene (WHO PSS #9)
WHO Collaborating Centre for Patient Safety Solutions ได้จัดทำแนวทางเรื่อง Improved Hand Hygiene to Prevent Health Care-Associated Infections ขึ้น มีองค์ประกอบสำคัญได้แก่
1. จัดให้มี alcohol-based handrubs ที่เข้าถึงได้ง่าย ณ จุดที่ให้บริการผู้ป่วย (point of patient care) ซึ่งผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ได้เมื่อต้องการโดยไม่ต้องออกจากบริเวณที่ทำกิจกรรมการดูแลผู้ป่วย (อาจจะเป็นขวด handrubs ติดกระเป๋าผู้ปฏิบัติงาน หรือ handrubs ที่ติดกับเตียงผู้ป่วย วางบนโต๊ะข้างเตียง และวางบนรถฉีดยาทำแผล)
2. จัดให้มีน้ำสะอาดและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการล้างมือซึ่งเข้าถึงได้ง่าย
3. ให้ความรู้แก่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวิธีการล้างมือที่ถูกต้อง (WHO ได้จัดทำ Guidelines on Hand Hygienein Health Care (Advanced Draft) สามารถศึกษาได้จากhttp://www.who.int/gpsc/tools/en/)
4. แสดงสื่อเตือนใจในที่ทำงานเพื่อกระตุ้นให้มีการล้างมือ
5. สังเกตติดตามและวัดระดับการปฏิบัติ และให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้ปฏิบัติงาน
ความเป็นมาโครงการประชุมวิชาการประจำปี
ชื่อโครงการ 17-18 มิถุนายน 2552
การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การจัดการเกี่ยวกับทางเดินหายใจและเครื่องช่วยหายใจ
(Airway and Ventilatory Management)
ผู้รับผิดชอบโครงการ
งานหอผู้ป่วยหนัก กลุ่มการพยาบาลโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
หลักการและเหตุผล
ปัญหาที่พบบ่อยปัญหาหนึ่งในผู้ป่วยวิกฤตคือ ทางเดินหายใจอุดกั้นอย่างเฉียบพลันเนื่องจากหลอดลมหดเกร็ง สำลักเลือด การบาดเจ็บของสมอง ทางเดินหายใจและนำไม่สู่ภาวะหายใจวายและภาวะพร่องของออกซิเจนได้
เครื่องช่วยหายใจเป็นอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะหายใจวาย เป็นสิ่งที่พยุงให้ผู้ป่วยรอดชีวิต เพื่อรอการแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของโรค แต่ถ้าบุคลากรขาดความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการใช้เครื่องช่วยหายใจ จะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อน ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ พยาบาลผู้ดูแลจำเป็นต้องมีความรู้ ทักษะ ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกขั้นพื้นฐานการทำงานของเครื่องช่วยหายใจ สามารถดูแลผู้ป่วยหย่าเครื่องช่วยหายใจได้โดยเร็ว ปลอดภัยและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ปัจจุบันหอผู้ป่วยหนักมีขีดจำกัดรับผู้ป่วยวิกฤตจำนวน 10 เตียง ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจที่เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องรับการรักษาในหอผู้ป่วยสามัญ เช่น สายศัลยกรรม สายอายุรกรรม สายกุมารเวชกรรม สายสูติกรรม ดังนั้นพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องมีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ตามมาตรฐานวิชาชีพ กลุ่มการพยาบาลได้ตระหนัก และเล็งเห็นความสำคัญได้มอบหมายให้ หอผู้ป่วยหนักรับผิดชอบ จัดทำโครงการ “การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การจัดการเกี่ยวกับทางเดินหายใจและเครื่องช่วยหายใจ” ขึ้น
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้แก่พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน
2.เพื่อพัฒนาคุณภาพการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจตามมาตรฐานวิชาชีพ
3.เพื่อตอบสนองนโยบายของโรงพยาบาล (Hospital Safety )
4.เพื่อตอบสนองปัญหาและความต้องการของพยาบาลในหอผู้ป่วยทั่วไปที่ดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ
5.เพื่อใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด
เป้าหมาย
พยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยทั่วไปประมาณ 100 คน แบ่งเป็น 2 รุ่นๆละ 50 คน
ระยะเวลาดำเนินการ
รุ่นที่ 1 วันที่ 17 มิถุนายน 2552 เวลา 08.00 น. - 16.00 น.
รุ่นที่ 2 วันที่ 18 มิถุนายน 2552 เวลา 08.00 น. – 16.00 น.
วิธีดำเนินการ
- บรรยาย
- ฝึกภาคปฏิบัติ
สถานที่
ห้องประชุมภักดีบดินทร์ อาคารเฉลิมราชย์
หอผู้ป่วยหนักโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
วิทยากร
- นพ. ทรงกรด อุบลสถิต นายแพทย์ชำนาญการพิเศษด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม
- พญ. ขนิษฐา ยอมเต็ม นายแพทย์ชำนาญการพิเศษด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม
- น.ส.ปรารถนา พันธุ์ประสิทธ์ นักกายภาพบำบัดชำนาญการ
- พยาบาลวิชาชีพประจำหอผู้ป่วยหนัก
งบประมาณ
เงินบำรุงโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 41,600 บาท
มีรายละเอียดดังนี้
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 50 คนๆละ 20 บาท 4 มื้อ 4,000 บาท
- ค่าอาหารเที่ยง 50 คนๆละ 80 บาท 2 มื้อ 8,000 บาท
- ค่าตอบแทนวิทยากร
บรรยาย 7 ชั่วโมงๆละ 600 บาท 4,200 บาท
แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ 3 กลุ่มๆละ 2 คน รวม 4 ชั่วโมงๆละ 600 บาท 14,400 บาท
- จัดทำเอกสาร 100 ชุดๆละ 50 บาท 5,000 บาท
- ค่าตกแต่งสถานที่ 1,000 บาท
- ค่าวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ 5,000 บาท
หมายเหตุ : ให้สามารถถัวเฉลี่ยค่าใช้จ่ายได้ภายในงบประมาณที่กำหนด
ผลคาดว่าจะได้รับ
1.พยาบาลวิชาชีพได้รับความรู้เพิ่มขึ้นและมีทักษะในการดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ
2.พยาบาลวิชาชีพสามารถนำความรู้ที่ได้ให้การพยาบาลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน
3.สามารถใช้เครื่องช่วยหายใจได้ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด
ผู้เขียนโครงการ
( นางพนา จินต์ปัญญกุล )
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการด้านการพยาบาล
กำหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง
การจัดการเกี่ยวกับทางเดินหายใจและเครื่องช่วยหายใจ
( Airway and Ventilatory Management)
วันที่ 25 – 26 มิถุนายน 2552
08.00 – 08.30 น. - ลงทะเบียน
08.30 – 09.30 น. - การประเมินภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น และภาวะหายใจล้มเหลว
- การดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ , ภาวะแทรกซ้อน
- การหย่าเครื่องช่วยหายใจ , ปัญหาที่พบขณะใช้เครื่องช่วยหายใจ
โดยนายแพทย์ ทรงกรด อุบลสถิตย์
09.30 - 10.30 น. -VAP ในผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ
โดยแพทย์หญิงขนิษฐา ยอมเต็ม
10.30 – 10.45 น. - พัก Break
10.45 – 12.00 น. - กายภาพบำบัดกับระบบทางเดินหายใจ
โดยคุณปรารถนา พันธุ์ประสิทธ์
12.00 – 13.00 น. - พักรับประทานอาหารเที่ยง
13.00 – 14.00 น. - การพยาบาลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ
- แนวปฏิบัติการพยาบาลในคลินิกในผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ( CNPG )
โดยคุณฐินีกาญจน์ บุญคง
14.00 – 16.00 น. -แบ่งกลุ่ม Work shop ดูเครื่องช่วยหายใจ
Pressure cycle -โดยคุณปัทมา ประพฤติชอบและคุณเกษดา คงเต็ม พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ด้านการพยาบาล
Volume cycle -โดยคุณสุภัสสรา ชูช่อและคุณรัชนี ยิ่งคง
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ด้านการพยาบาล
Time cycle -โดยคุณชมัยพร แก้วศักดิ์และคุณจุฬีพรรณ การุโณ
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ด้านการพยาบาล
หมายเหตุ 08.00น. – 14.00น. ห้องประชุมภัคดีบดินทร์อาคารเฉลิมราชย์ 14.00น. – 16.00น.หอผู้ป่วยหนัก
ประวัติวิทยากร
นายแพทย์ทรงกรด อุบลสถิต
ประวัติการศึกษา
- จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เกียรตินิยมอันดับ 2
พ.ศ.2541
- จบการศึกษาสาขา อายุรศาสตร์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2547
ประวัติการทำงาน
- เริ่มปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลปัตตานี ตำแหน่งแพทย์ใช้ทุน ตั้งแต่ปี 2541
- ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ดำแหน่งอายุรแพทย์ ตั้งแต่ปี2547-ปัจจุบัน
- ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง แพทย์ชำนาญการพิเศษด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
แพทย์หญิงขนิษฐา ยอมเต็ม
ประวัติการศึกษา
- จบการศึกษา สาขาอายุศาสตร์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2546
ประวัติการทำงาน
- เริ่มปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตำแหน่งแพทย์ใช้ทุน ตั้งแต่ปี 2540
- ดำรงตำแหน่ง รักษาการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลรือเสาะ ปี 2543
- ปฎิบัติงานที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตำแหน่ง อายุรแพทย์ ตั้งแต่ปี 2546-ปัจจุบัน
- ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง แพทย์ชำนาญการพิเศษด้านเวชกรรมสาขาอายุกรรมและเป็นประธานคณะทำงานควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล
นางสาวฐินีกาญจน์ บุญคง
ประวัติการศึกษา
- จบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี จาก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสงขลา เมื่อ
พ.ศ. 2534
- ได้รับการอบรมหลักสูตร การพยาบาลเฉพาะทางสาขา การพยาบาลระบบทางเดิน
หายใจในผู้ป่วยภาวะวิกฤต จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีพิษณุโลก เมื่อวันที่ 8
ตุลาคม 2542
- อบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop training) Advanced Critical and Emergency
care Nursing โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1 – 26 สิงหาคม 2550
ประวัติการทำงาน
- ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพยาบาลวิชีพสถานที่ หอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลนราธิวาสราช
นครินทร์ ตั้งแต่ พ.ศ.2534 ถึงปัจจุบันรวมระยะเวลา 17 ปี
- ปัจจุบันปฏิบัติงานในตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการด้านการพยาบาล
และรับผิดชอบ เป็นพยาบาลพี่เลี้ยงนักศึกษาพยาบาลของคณะพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ที่มาฝึกงานในหน่วยงาน
- เป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราช
นครินทร์ ชั้นปีที่ 3 เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจตั้งแต่ พ.ศ.2544 จนถึงปัจจุบัน
- เป็นคณะกรรมการช่วยฟื้นคืนชีพของโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เผยแพร่ความรู้และฝึกทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพทั้ง Basic life support และ Advanced lift support ตั้งแต่ พ.ศ.2546 จนถึงปัจจุบัน
- ผลงานดีเด่นทางด้านการพยาบาล ได้รับรางวัลพยาบาลเชิดชูเกียรติ ประจำปี 2550 ประเภท ผู้ปฏิบัติการพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงภัยภาคใต้
นางสาวปรารถนา พันธุประสิทธิ์
ประวัติและผลงาน
นางสาวปรารถนา พันธุประสิทธิ์
ประวัติการศึกษา
จบการศึกษาคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ.2542
ประวัติการทำงาน
เริ่มปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตำแหน่งนักกายภาพบำบัด ตั้งแต่ปี 2542 - ปัจจุบัน
น.สสุภัสสรา ชูช่อ
ประวัติการศึกษา
จบการศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนราธิวาส พ.ศ.2542
กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ประวัติการทำงาน
เริ่มปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพตั่งแต่ปี 2542 ปัจจุบัน
เข้ารับการอบรมหลักสูตร การพยาบาลเฉพาะทางสาขา การพยาบาลผู้ป่วยภาวะวิกฤต จากคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ.2547
น.ส.ชมัยพร แก้วศักดิ์
ประวัติการศึกษา
จบการศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนราธิวาส พ.ศ.2542
ประวัติการทำงาน
เริ่มปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพตั่งแต่ปี 2542 ปัจจุบัน
เข้ารับการอบรมหลักสูตร การพยาบาลเฉพาะทางสาขา การพยาบาลผู้ป่วยภาวะวิกฤต จากคณะพยาบาลศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช พ.ศ.2544
น.ส.ปัทมา ประพฤติชอบ
ประวัติการศึกษา
จบการศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนราธิวาส พ.ศ.2542
ประวัติการทำงาน
เริ่มปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพตั่งแต่ปี 2542 ปัจจุบัน
เข้ารับการอบรมหลักสูตร การพยาบาลเฉพาะทางสาขา การพยาบาลผู้ป่วยภาวะวิกฤต จากคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ.2545
น.ส.รัชนี ยิ่งคง
ประวัติการศึกษา
จบการศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนราธิวาส พ.ศ2542
ประวัติการทำงาน
เริ่มปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพตั่งแต่ปี 2542 ปัจจุบัน
เข้ารับการอบรมหลักสูตร การพยาบาลเฉพาะทางสาขา การพยาบาลผู้ป่วยภาวะวิกฤต จากคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ.2547
น.ส.จุฬีพรรณ การุโณ
ประวัติการศึกษา
จบการศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนราธิวาส พ.ศ.2543
ประวัติการทำงาน
เริ่มปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพตั้งแต่ปี 2543 ปัจจุบัน
เข้ารับการอบรมหลักสูตร การพยาบาลเฉพาะทางสาขา การพยาบาลผู้ป่วยภาวะวิกฤต จากคณะพยาบาลศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช พ ศ.2550
น.ส.เกษดา คงเต็ม
ประวัติการศึกษา
จบการศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนราธิวาส พ.ศ.2543
ประวัติการทำงาน
เริ่มปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพตั่งแต่ปี 2543 ปัจจุบัน
เข้ารับการอบรมหลักสูตร การพยาบาลเฉพาะทางสาขา การพยาบาลผู้ป่วยภาวะวิกฤต จากคณะพยาบาลศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช พ ศ.2548
(ตัวอย่างใบประกาศนียบัตร)
โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
ขอมอบใบประกาศนียบัตรฉบับนี้เพื่อแสดงว่า
...............................................................
ได้เข้าร่วมประชุมวิชาการ
“เรื่องการจัดการเกี่ยวกับทางเดินหายใจและเครื่องช่วยหายใจ”
วันที่ 17 – 18 มิถุนายน 2552
ณ ห้องประชุมภักดีบดินทร์ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
หน่วยคะแนนการศึกษาต่อเนื่องที่ได้รับ..............หน่วยคะแนน
รับรองโดยสภาการพยาบาล เมื่อวันที่....................................
เลขรหัสหลักสูตร................................................
(นางกัลยา สิทธิบุศย์)
หัวหน้าพยาบาล
โครงการ พัฒนาคุณภาพการพยาบาล เพื่อป้องกันการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ
หอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส
หลักการและเหตุผล
เป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่พบเป็นลำดับต้น ๆทั่วโลก ข้อมูลจากการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการดำเนินการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมาเป็นเวลายาวนานยังพบว่า มีการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจซึ่งเป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 โดยพบประมาณร้อยละ 15 ของการติดเชื้อในโรงพยาบาลทั้งหมด ในประเทศไทยปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุดในหออภิบาลผู้ป่วย ข้อมูลจากการสำรวจความชุกของการติดเชื้อในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย 44 แห่งทั่วประเทศไทย เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2543 พบความชุกของการติดเชื้อในโรงพยาบาลในภาพรวมเป็น ร้อยละ 7.8 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล100 รายมีโอกาสเกิดการติดเชื้อในโรงพยาบาลประมาณ 8 ราย สาเหตุของการเกิดปอดอักเสบในโรงพยาบาลมี ด้วยกัน 3 สาเหตุคือ การสำลักเอาเชื้อซึ่งอยู่บริเวณช่องปากและลำคอเข้าไป ( aspiration of oropharyngeal flora) การสูดหาใจเอาเชื้อเข้าไป ( inhalation of infectious aerosols ) การแพร่กระจายเชื้อจากการติดเชื้อที่ตำแหน่งอื่นสู่ปอดทางกระแสโลหิต ( hematogenous spread from a focus of infection )
จากการศึกษาการเกิดปอดอักเสบในผู้ป่วยที่ได้รับเครื่องช่วยหายใจพบว่าปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิด VAP อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ระยะเวลาที่ผู้ป่วยได้รับเครื่องช่วยหายใจ การป่วยเป็นโรคปอดเรื้อรัง ภาวะความเจ็บป่วยรุนแรง อายุ ระดับความรู้สึกตัวลดลง การเกิดอุบัติการณ์ Re intubation การสำลักกรดในกระเพาะอาหาร การใส่ Nasogastric tube การจัดท่านอนราบ การเปลี่ยนสายวงจรเครื่องช่วยหายใจ และ การดูดเสมหะ นับเป็นบทบาทสำคัญของพยาบาลปฏิบัติการในหอผู้ป่วยและวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องร่วมมือกันในการให้การดูแลผู้ป่วยให้มีความปลอดภัย ทุเลาจากความเจ็บป่วย ลดภาวะแทรกซ้อน
แนวทางการป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ประกอบด้วยกิจกรมหลักดังต่อไปนี้
1. การให้ความรู้แก่บุคลากร (Staff Education and Involvement in infection Control
2. การเฝ้าระวังการติดเชื้อ และการเฝ้าระวังทางจุลชีววิทยา (Infection and Microbiological Surveillance)
3. การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ (Prevention of Transmission of Microorganisms)
o การทำลายเชื้อและการทำให้อุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจปราศจากเชื้อ
o การตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อ จากคนสู่คน
4. การลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของผู้ป่วย
o การเพิ่มกลไกป้องกันการติดเชื้อของร่างกาย
o การป้องกันการสำลัก
o แนวทางในการป้องกันอื่นๆ
การเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจอัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตั้งแต่ ปี 2548-2550 โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับ 6-7 ต่อ 1000 วันใช้เครื่องช่วยหายใจ ระหว่างการพัฒนาการปฏิบัติตามมาตรฐานที่ผ่านมาได้จัดทำแนวทางปฏิบัติ นวัตกรรม ที่ส่งเสริมการเฝ้าระวังการป้องกันVAP ได้แก่ การจัดชุดวงจรเครื่องช่วยหายใจให้พร้อมใช้งาน (ขยายผลปี2546) การใช้สติกเกอร์สีประจำวันเพื่อกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนสายวงจรเครื่องช่วยหายใจ(ขยายผลปี2547) การกำหนดมาตรการป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจเนื่องจากการรั้งของสาย การจัดชุดพร้อมใช้ทำความสะอาดปากและฟัน การแยกอุปกรณ์เฉพาะรายในผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ ใช้นวตกรรมชุดให้อาหารทางสายยาง การพัฒนามาตรฐานปฏิบัติการป้องกันการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ( ดำเนินการปี2550) และเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ การดูแลผู้ป่วยใช้ เครื่องช่วยหายใจที่จัดในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่ง ของการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนักและหอผู้ป่วย ของโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
แผนพัฒนาการพยาบาลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนักและหอผู้ป่วย ของโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ปี 2551-2552
แผนการพัฒนาระยะที่ 1
1. จัดประชุมให้ความรู้ ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ
โดยจัดประชุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551
2. ขยายผลแนวทางปฏิบัติ นวัตกรรม มาตรฐานการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิด ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ไปยังหอผู้ป่วย
แผนการพัฒนาระยะที่ 2
1. ติดตาม ประเมินผล การปฏิบัติตามมาตรฐานการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิด ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนัก และหอผู้ป่วย ใน โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ปี ละ 2 ครั้ง
2. จัดประชุมให้ความรู้ต่อยอด กระบวนการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคระบบหายใจ
3. ปรับปรุงระบบการเรียนรู้ การดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ
3.1เผยแพร่ในWebsite ของโรงพยาบาล เพื่อแบ่งปันความรู้ทางการพยาบาล (Knowledge Management)/ การทำ Clinical Tracer ทางการพยาบาล ภายในปี 2551
3.2 นวัตกรรม การดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ ขยายผลงานพัฒนาคุณภาพ ภายในปี 2551
3.3 พัฒนาการทำงานเชิงรุก Response to the Deteriorating Patient ภายในปี 2551
ตัวชี้วัดผลงาน
1. ผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการสามารถนำความรู้แนวทางการพยาบาลไปปฏิบัติได้ ถูกต้อง
2. ผลการประเมิน การปฏิบัติตาม มาตรฐานการพยาบาล การป้องกัน การกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ
3. อัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ อยู่ในเกณฑ์
4. อัตราการเกิดการเลื่อนหลุด ของท่อช่วยหายใจ และ การ RE - Intubation ลดลง
5. อุบัติการณ์ ที่ไม่พึงประสงค์ จากการดูแลรักษาผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจลดลง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
คลังบทความของบล็อก
-
▼
2008
(20)
-
▼
กรกฎาคม
(10)
- การพยาบาลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ
- การพยาบาลเพื่อป้องกันVAP
- การให้อาหารเหลวทางสายยาง อย่างปลอดภัย
- แปรงฟัน Come Back...บอกลา SMW
- แนวทางป้องกัน VAP
- Ventilator Associated Pneumonia:VAP
- Patient Safety Gaols :E 1: Response to the Deterio...
- Patient Safety Goals : I 2.2: VAP Prevention
- Patient Safety Goals :I 1.Hand Hygiene
- ความเป็นมาโครงการประชุมวิชาการประจำปี
-
▼
กรกฎาคม
(10)
