โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
ในการวิเคราะห์ข้อมูลเลือกผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ เลือกผู้ป่วยที่เป็นโรคทางอายุรกรรม จำนวน 10 ราย สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
1.เพศ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีการติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นชายร้อยละ 90 และจากการ review ประวัติ พบว่า ผู้ป่วยเหล่านั้นมีพฤติกรรมการดูแลตนเองไม่เหมาะสม คือ มีประวัติสูบบุหรี่มากกว่า 10 ปีทุกราย
3.ระยะเวลาที่มีการติดเชื้อผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ90จะมีการติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจหลังจากใส่ท่อช่วยหายใจแล้วมากกว่า 3 วัน มีอยู่ 1 ราย ที่เก็บเสมหะตั้งแต่เริ่มแรก และขึ้นเชื้อ
5.อาการที่บ่งบอกว่ามีการติดเชื้อ คือ มีไข้สูง เสมหะเปลี่ยนสี film พบ infiltrate BL
มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
3.การปฏิบัติของทีมพยาบาล
1. มีการเลือกขนาดสายดูดเสมหะที่เหมาะสมกับเส้นผ่าศูนย์กลางภายในท่อช่วยหายใจจึงทำให้
ลดการบาดเจ็บเยื่อบุหลอดลมจากการใช้สายดูดเสมหะที่มีขนาดเล็ก และทำให้ลมสามารถเข้าไป
2. มีการดูดเสมหะไม่เกิน 2 ครั้งต่อ 1 รอบ เพราะเมื่อใช้ความถี่ในการดูดเสมหะที่มาก
จะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองเยื่อบุหลอดลม และมีภาวะพร่องออกซิเจนตามมา
3. การดูแลให้ความชื้นผ่านเครื่องช่วยหายใจอย่างเหมาะสม ทำให้ไม่จำเป็นต้องหยอดน้ำเกลือ
นอร์มัลเพื่อละลายเสมหะ และลดความเสี่ยงต่อการถูกกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอ หรือรู้สึกอึดอัด
4. การให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูง 100% ก่อนและหลังการดูดเสมหะอย่างน้อย 30 วินาที
5. มีการใช้แรงดันที่เหมาะสมในการดูดเสมหะ คือ 80-120 mmHg
6. Hand Hygine จากการสังเกตของทีม IC พบว่า ก่อนและหลังให้การพยาบาลพยาบาลบางคน ไม่มีการล้างมือ หรือใช้ Handrub ก่อนไปปฏิบัติการพยาบาล
7.การเปลี่ยนท่า พลิกตะแคงตัว จากภาระงานที่มากขึ้น ประกอบกับ อัตรากำลังที่ไม่เพียงพอ ทำให้กิจกรรมเกี่ยวกับการพลิกตะแคงตัว ในผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเอง
9.การให้อาหารทางสายยาง เพื่อป้องกันการ Aspirate ทำได้ถูกต้อง ดูแลให้นอนศรีษะสูงทุกราย
- การเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ มีการเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ ทุก 7 วัน
ในปีที่ผ่านมาผลประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง มากกว่าร้อยละ 80 สิ่งที่ต้องตกลงกันในทีมขณะนี้คือการปรับระดับเกณฑ์ตัวชี้วัดให้ เหมาะสมขึ้น ทีมใดมีข้อเสนอแนะ ขอให้ส่งข้อเสนอแนะมากันด้วยนะคะ........ narisa

1 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น