เรียนรู้ รังสรรค์ บันเทิง

“... คนเรานั้นจะต้องมี นวัตกรรม คือต้อง innovative หรือต้องรู้จักสร้างสรรค์ ต้องมีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ว่าก็ต้องสามารถปรับโลกให้เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นอยู่หรือความพอใจความสุขสบายของตัวเองเหมือนกัน ต้องแก้ปัญหาด้วยความคิด พอทางหนึ่งตันก็ต้องหาทางใหม่ ไม่งอมืองอเท้ายิ่งใน ภาวะวิกฤต ยิ่งต้องการนวัตกรรม ซึ่งไม่เฉพาะแต่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นนวัตกรรมของทั้งระบบโดยรวม ตั้งแต่สังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม...”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงอธิบายไว้ในการแสดงปาฐกถาเรื่อง “เทคโนโลยี นวัตกรรม กับการพัฒนาประเทศ” ในการประชุมประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542

1/12/2557

Phlebitis ลดได้ถ้าช่วยกัน

               Phlebitis  เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการให้ยาทางหลอดเลือดดำ      Extravasation    การให้สารน้ำหรือยาทางหลอดเลือดดำ  แล้วเกิดการรั่วออกนอกหลอดเลือดไปยัง บริเวณเนื้อเยื่อข้างเคียงทำให้เกิดการบาดเจ็บ
ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ
              ปี 2553ผู้ป่วย  จำนวน1,306ราย ที่เฝ้าระวังมีอุบัติการณ์ เกิดภาวะ Phlebitis ระดับ2-3  ร้อยละ13.24   ในหอผู้ป่วยหนักการเกิด Phlebitis  เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยเนื่องจากผู้ป่วยที่วิกฤตหลายระบบประกอบกับปัจจัยเสี่ยงเช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สูงอายุ /ทารก/ทุโภชนาการบวมมาก//มีขน /ท่านอน/ข้องอข้อพับ ดิ้นสับสนมาก /ผลตรวจชันสูตร PT PTT  Plt.ผิดปกติ  การให้Antibioticที่หลอดเลือดเส้นเดิมมากกว่า กรัมขึ้นไป   เจ้าหน้าที่ประสบการณ์น้อย / แทงที่เดิมหลายครั้ง  บางรายเกิดมีอาการระดับ3 -4 ใช้เวลาเป็นสัปดาห์อาการจึงหายและเสี่ยงต่อการฟ้องร้องพยาบาลผู้ดูแลทำให้ขาดขวัญกำลังใจได้ ส่วนหนึ่งรับย้ายจากหอผู้ป่วยการพันผ้าไว้เมื่อเปิดออกพบผิวหนังชื้น /รอยเข็มบวมแดง(ระดับ2-3
การประเมินผลการเปลี่ยนแปลง
 สรุปผลงานโดยย่อ            
             ในปี  2553 ทีมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางการพยาบาลผู้ป่วยหนักจึงออกแบบการเฝ้าระวังและใช้กระบวนการพยาบาล ติดตามผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อ inflammatoryทุกราย พยาบาลเริ่มตระหนักในการเฝ้าระวัง แพทย์ผู้ดูแลร่วมมือในการเปิดเส้นหลายรายทำ cavafix เด็กเล็กบางรายส่งทำ umbilical cath. ยังพบว่าคงมี Phlebitis แต่ลดลงจากระดับ2-3 เป็นระดับ 1-2
              ปี2554 - 2555  เพิ่มความสำคัญ กำหนดผู้รับผิดชอบเฉพาะ มีมติกำหนดเป็นตัวชี้วัดหน่วยงาน การนิเทศประจำวัน  Quick round  และ   มอบICWNนำเข้าปรึกษา ICN ของโรงพยาบาลเป็นระยะเพื่อผลักดันให้เกิดการเฝ้าระวัง เชิงระบบ


ปี 2556   ICN มีการพัฒนาแบบบันทึกรายงานร่วมกับกรรมการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล ทีมยาเพิ่มมาตรการหลังพบว่ารายที่ใช้ยาในกลุ่มHAD  ป้องกันขณะบริหารยา คือ ใช้การแขวนป้าย HAD เตือนMember /In charge   ใช้ แบบเฝ้าระวัง และCard ยา HAD สีรุ้งติดหน้า Chart เตือน Leader เพื่อเป็นสัญญาณว่าเราต้องช่วยกันดูแล
อัตราการเกิด Phlebitis ระดับ 2  , 3 

2553 2554 2555 2556
13.24 11.3 5.9 5.4

ด้านวิธีปฏิบัติงาน ** มีการพัฒนาระบบแบบบันทึกการเฝ้าระวัง Phlebitis ตั้งแต่ปี 2553 – 2556 **
-   การฉีดยาที่มีความเข้มข้นสูง ควรฉีดช้าๆ มากกว่า 15 นาที  หากเป็นกรณี Drip .ให้ drip มากกว่า 30 นาที – 1 ชั่วโมง
-     ยาประจำชั่วโมง มีความเข้มข้นน้อยและ  มีความเข้มข้นสูงตรงกัน ควรเว้นระยะห่างในการให้ยาโดยเปิดสารน้ำผ่านเส้น
ยาที่มีความเข้มข้นสูงบางตัวที่ไม่เป็น HAD ของโรงพยาบาลได้เน้น เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เช่น
-    ยาใหม่( ปี2555-2556 ) Levophed 8 mg + 5 % D/W vein drip max
-   Antibiotic: Cloxacillin inj.  Ceftriaxone inj ที่มีขนาด 2 gm ขึ้นไป ให้ยาติดต่อกันในหลอดเลือดเส้นเดิม
-    ยา 7.5% NaHCO3     ยา 10% calcium gluconate
-   สารน้ำเข้มข้น 10% D/W      10% N/2             12.5% D/W           12.5%N/2
-  ปรับปรุง Card  ยาHAD ทั้งรายละเอียด ปรับสีให้เฉพาะรายการ จนครบ 16 รายการ
ด้านผู้ป่วย
ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงเช่น สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว เบาหวาน มะเร็ง การตรวจเส้นของผู้ป่วยเพิ่มระยะเวลาในการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น เช่น ทุก 4 ชั่วโมง และเพิ่มขณะ Check V/S
-  ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงบางรายควรมีการปรึกษาแพทย์ เพื่อทำ Central lineหลีกเลี่ยงการแทงเส้นเดิมซ้ำๆทำให้เกิดการรั่วของยา
เครื่องชี้วัด      อัตราการเกิด Phlebitis ระดับ 2  , 3
บทเรียนที่ได้รับ
              ความร่วมมือกันภายในหน่วยประเมินปัจจัยเสี่ยง จนกระทั่งนำผลลัพธ์เสนออย่างต่อเนื่อง แสดงความพยายามแก้ปัญหา ผลักดันจนเกิดการป้องกันเชิงระบบจากกรรมการเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล  ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย Phlebitis ระดับ 2-3 ลดลงอย่างต่อเนื่อง

11/28/2556

Naradhiwasrajanagarindra: IBADAH friendly hospital

บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง “โรงพยาบาลแห่งคุณงามความดี
              Naradhiwasrajanagarindra: IBADAH friendly hospital
ชื่อหน่วยงาน  โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
       โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ มีการดำเนินการเพื่อให้บริการด้านสุขภาพ โดยยึดหลักความปลอดภัย มีการบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตามวิถีชุมชน  ภายใต้สิทธิด้านสุขภาพตามรัฐธรรมนูญ อย่างมีคุณธรรม และจริยธรรม  ตามแนวคิด การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องอาศัยวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง
การบริการ มีการให้ความสำคัญในเรื่องความเชื่อและความศรัทธาของผู้รับบริการ และประกาศนโยบาย IBADAH  friendly  hospital “โรงพยาบาลแห่งคุณงามความดี ซึ่งหมายถึงการส่งเสริมการคิดดี และทำดี  ในทุกช่วงของชีวิต ตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่ง เสียชีวิต ถ่ายทอดเป็นกิจกรรมและโครงการต่างๆ ที่บ่งบอกถึงการทำความดี  ความรัก การมีน้ำใจ และมีเมตตา แก่ผู้รับบริการ และเจ้าหน้าที่ ทั้งในโรงพยาบาลและออกสู่ชุมชน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปรียบเสมือนเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ เพื่อร่วมเป็นหนึ่งในการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
กิจกรรมในโรงพยาบาล ได้แก่กิจกรรม การอาซานในทารกแรกเกิด การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการละหมาดในผู้ป่วยโดยการจัดเตรียมอุปกรณ์ และทำทิศละหมาด   การมีอาคารละหมาดสำหรับญาติ การบริการอาหารฮาลาล  กิจกรรมละศีลอดในเดือนรอมฎอน กิจกรรมกวนอาซูรอเพื่อสมานความสามัคคี ซึ่งทำร่วมกันระหว่างญาติและเจ้าหน้าที่  การจัดมุมและเอกสารชุดเสริมพลังใจตามหลักศาสนาทุกศาสนา  ในทุกหน่วยงาน โครงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ กิจกรรมจิตอาสาในการช่วยงานต่างๆ   กิจกรรมมิตรภาพบำบัดเพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง การทำบุญ 2 ศาสนาในวันสำคัญของโรงพยาบาล และอีกหนึ่งโครงการที่ดำเนินการได้ดีในทุกหน่วยงาน  คือ โครงการซาลามัสปากี  โดยเน้นให้มีการทักทายและพูดคุยกับผู้รับบริการทุกวันโดยการนำของหัวหน้าหน่วยงาน เพื่อสร้างความเป็นกันเอง แสดงถึงความรัก ความใส่ใจ ความมีน้ำใจ และเอื้ออาทรเมื่อผู้รับบริการบอกเล่าถึงปัญหาและความต้องการต่างๆ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการที่มีประสิทธิภาพ และมีความสุขใจทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ สำหรับในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต มีการจัดทำโครงการ Palliative care  ตามความเชื่อและศรัทธาของผู้ป่วยและญาติ เช่นการอ่านบทสวดและนิมนต์พระมาสวดเป็นมงคลกับผู้ป่วย  การอ่านยาซีน  และการจัดการศพซึ่งแสดงถึงการให้เกียรติ และเป็นการเสียชีวิตที่สมศักดิ์ศรี 
กิจกรรมที่ออกสู่ชุมชน ได้แก่การมีส่วนร่วมปฏิบัติศาสนกิจในวันสำคัญทางศาสนา การทำบุญวันธรรมสวนะในชุมชน โครงการสมาธิบำบัด การสนับสนุนผู้ออกหน่วยพยาบาลในการประกอบพิธีฮัจย์  โครงการดูแลสุขภาพอนามัยผู้เดินทางไป-กลับในการประกอบพิธีฮัจย์  โครงการตรวจสุขภาพพระสงฆ์ สามเณร และผู้นำทางศาสนา  โครงการตรวจสุขภาพผู้ต้องขังในเรือนจำ  กิจกรรมการเยี่ยมให้กำลังใจและมอบของใช้แก่เด็กกำพร้าในสถานกำพร้า  กิจกรรมการส่งเสริมการใช้ชีวิตอิสระของผู้พิการเพื่อให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม  เป็นต้น
        70 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ได้มุ่งมั่นในการพัฒนางานด้านคุณธรรม จริยธรรม อย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบฯ สิ่งที่ได้รับคือ ประโยชน์สุขของผู้รับบริการ และผู้ให้บริการที่ต่อเนื่องและยั่งยืน สมกับคำว่า “IBADAH  friendly  hospital”

 นายแพทย์ วิรุฬห์    พรพัฒน์กุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และคณะกรรมการสิทธิผู้ป่วยและจริยธรรม โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

 โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

Nursing innovation in Critically ill patient : Safety Transport

ชื่อเรื่อง   Nursing innovation in Critically ill patient : Safety Transport
  การเฝ้าระวังอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยภาวะวิกฤต ห้องผู้ป่วยหนักโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
ที่มาของปัญหา   
-       การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตจากห้องผู้ป่วยหนักได้แก่ การย้ายหน่วยงาน ส่งเอกซเรย์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ล้างไต การส่งทำผ่าตัดเพื่อการรักษาต่อเนื่อง มีโอกาสเกิดอุบัติการณ์เช่นท่อช่วยหายใจเลื่อน  สายระบายทรวงอกเลื่อน  สัญญาณชีพ อาการทางระบบประสาทแย่ลงขณะตรวจในห้องตรวจ ระหว่างการเคลื่อนย้าย ซึ่งการแก้ไขช่วยเหลือมีข้อจำกัด อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เกิดการฟ้องร้อง ตั้งแต่ปี 2548 หอผู้ป่วยหนักมีการป้องกันอุบัติการณ์ประสานงานล่วงหน้า มีพยาบาลวิชาชีพนำส่งผู้ป่วย 100% ปี2551-2554  ออกแบบการประเมินอาการที่ควรเฝ้าระวังผู้ป่วยก่อนจำหน่ายย้ายออก ในแบบบันทึกการพยาบาลระยะที่ 3 แต่ยังพบอุบัติการณ์  มีท่อช่วยหายใจเลื่อน-หลุดขณะส่งห้องผ่าตัด 1 ราย  เกิด Cardiac  arrest  ที่แผนกรังสีวิทยา 2 ราย  ทำให้ทีมตระหนักถึงกระบวนการดูแลเพื่ออุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยภาวะวิกฤต ทีมวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุ 4 ด้าน ได้แก่ บุคลากร เครื่องมือ กระบวนการพยาบาลและการเตรียมผู้ป่วย เพื่อหาแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตอย่างปลอดภัย  ระยะเวลาพัฒนา ตั้งแต่กันยายน 2555 ถึง พฤษภาคม 2556 กระบวนการพัฒนาที่สำคัญคือ แบบการประเมินสภาพผู้ป่วย ทักษะพยาบาลผู้ดูแล การเตรียมผู้ป่วยตามข้อบ่งชี้ การใช้นวตกรรมติดพลาสเตอร์แบบ 3 หาง นวัตกรรมเส้นสาย Line lock /ผูกท่อช่วยหายใจ /การผูกยึดอย่างเหมาะสม / ห่อตัวเด็กให้รัดกุม เครื่องมืออุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ติดตัวที่จำเป็น ติดตาม มีการติดตามเครื่องชี้วัดอุบัติการณ์ผู้ป่วยอาการแย่ลงขณะเคลื่อนย้าย จากการเตรียมผู้ป่วยไม่พร้อม

บทเรียนที่ได้รับ
การประเมิน การประเมินซ้ำและการเตรียมพร้อมผู้ป่วยให้ครอบคลุม ก่อนการเคลื่อนย้ายทำให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากอุบัติการณ์

8/12/2555

ตำรวจ มือใหม่ CoP:ชุมนุมคนชอบทำมากกว่าพูด

เตาะแตะ...ไปได้สวย
ก่อนวันหยุดสำคัญ" วันแม่ของคนไทย "ได้รับโอกาสร่วมประชุมการจัดการความรู้สำหรับชุมขนนักปฏิบัติ จัดโดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(สรพ) วันที่ 9สิงหาคม 2555ตามโครงการค้นหา รวบรวมแนวทางปฏิบัติที่ดี(good practice) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย หรือนวตกรรมของระบบคุณภาพจากกลุ่มโรงพยาบาลที่มีระบบการทำงานในหน่วยงานเสี่ยง..สูง..ได้แก่ ER,LR,OR,ICU     รู้ล่ะว่าทำไม...ต้องไปงานนี้(กำลังสืบหาผู้สมัครให้...เพื่อขอบคุณค่ะ สวยๆ)
           ความประทับใจหลั่งไหลมาแบบไม่ทันตั้งตัว  ได้พบชาวICU  
            ทุกภาคของสยามประเทศทั้งเหล่าอาจารย์หลายท่านที่มาร่วมกิจกรรม  หน่วยวิกฤตที่เป็นแฟนพันธ์แท้ต้องรู้จัก คือรศ.นพ.ไชยรัตน์ เพิ่มพิกุล นายกสมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย     ผศ.นพ.รังสรรค์ ภูรยานนทชัย  รองผอก.โรงพยาบาลสงขลานครินทร์  และท่านที่ทุกคนจดจำเป็นพิเศษถึงพลังของท่านอจ.พญ.เฟื่องรักษ์  ร่วมเจริญ  โรงพยาบาลนครพนม ซึ่งเมื่อใดที่อจ.เสนอข้อคิดเห็น เสนอแนะ เราจะรับรู้ถึงพลัง ประสบการณ์ที่มาจากการเป็นผู้นำของนักปฏิบัติตัวจริง และพี่ๆน้องๆพยาบาลผู้สงวนท่าทีจากICU 
             สำคัญคือการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง สนุกปนขำๆ ของอจ.ปิยวรรณและทีมงาน จาก สรพ.ที่เชิญอจ.แพทย์ที่มีประสบการณ์ดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤตทุกภาคมาแบ่งปันความรู้  ตลอดวันนั้น...อยากเรียกว่าNon stopนะคะ  เหมือนทุกท่านอยากบอกทั้งประสบการณ์เชิงลึก กลยุทธ์ วิทยายุทธไร้เทียมทาน บทเรียน นวตกรรม ล้วนมีคุณค่าทั้งสิ้นมานานแล้ว(เรียกว่าอัดอั้นมานาน) จนบันทึกในMy Mapping ล้นขอบกระดาษ
       เวลาที่จัดกิจกรรมวันนั้นน้อยมาก ทราบมาว่าทีมแอบตั้งใจให้เกิดความอยาก..อยากทำ..อยากมาพบกันอีก ดังนั้นก่อนจากกันจึงเกิดสัญญาพันธมิตรเพื่อป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา ในปีหน้าขอเชิญมาพบกันทุก 3 เดือนนะคะ...ท่านใดมีเรื่องราวดีๆอยากบอกต่อขอให้เก็บไว้เร็วๆนี้พบกันแน่นอน
                                             ขอถ่ายทอดอีกทอดๆๆ
พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ
สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน)    
นัดประชุมครั้งต่อไป สำหรับทีม ICU พบกันวันที่ 24-25 มกราคม 2556
แต่สมาชิกที่น่ารักทุกท่านอย่าลืมการบ้านที่เราจะสร้างคุณค่าร่วมกัน ดังนี้นะค่ะ
การบ้านต่อเนื่อง  ติดตามประชุมครั้งต่อไป 1. ถ้าจะเอาแนวคิด Operation Research  กลับไปใช้จะทำเรื่องอะไร                      2. รวบรวม Good practice  จากทุก รพ. ทุกหน่วยงานความเสี่ยง  รายบุคคล   3. เรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจ   4.ยกร่างคู่มือ/วิธีปฏิบัติงาน  ICU  กระบวนการ/ความเสี่ยงที่จะดำเนินการต่อ
           ขอบคุณผู้เข้าร่วมทุกท่าน ขอบคุณทีมงานทุกคน ขอบคุณท่านผู้อำนวยการ ขอบคุณอาจารย์และวิทยากร ทุกท่านค่ะ สิ่งที่กำลังจะเกิดเคยมีหลายคนถามว่ามันจะเป็นไปได้หรือ มันจะเกิดประโยชน์หรือ มันจะเสียเวลาไหม ตอบไม่ได้จริงๆนะคะ ว่าจะเกิดประโยชน์มากน้อยแค่ไหน จะรู้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มและตัดสินใจลงมือทำค่ะ ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนค่ะว่าจะช่วยกันสานต่อและค้นหา tacit knowldge มารวบรวมกันอย่างไรได้มากน้อยแค่ไหน
โปรด...อย่ากลัวกับการบ้านที่ฝากไว้ มีเวลาค่อยทำมาแบ่งปันในวงของเรา การเริ่มต้นยากเสมอค่ะแต่การเดินหน้าต่อจะทำได้ถ้าเราเห็นเป้าหมายและประโยชน์ของเส้นชัยนั้นรวมถึงมีคนเดินทางเคียงข้างและให้กำลังใจกันและกันตลอดไปนะคะ
ในนามของสรพ. นอกจากคำว่าคำคุณแล้ว ยังมีคำเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมด้วยช่วยกันในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมคุณภาพที่ดี ด้วยงานประจำที่ท่านทำให้เกิดคุณค่าและประโยชน์ในภาพกว้าง หากมีข้อเสนอแนะหรือแนะนำใด สรพ.น้อมรับข้อเสนอแนะนั้นเพื่อมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดค่ะ
หมอนุ้ยค่ะ
(เราอาจมีรางวัลให้คนส่งการบ้านก่อนนะคะและเดี๋ยวเราจะแยกวง OR และ LR คุยโดยเพิ่มผู้เชี่ยวชาญและสมาชิกรุ่นที่แล้วมาเติมเต็มและสานต่อค่ะ ท่านใดมีข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะ เชิญได้เลยนะคะร่วมด้วยช่วยกันค่ะ )  

8/02/2555

Bedsore Timing Prevention

Bedsore Timing Prevention
               อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับในหอผู้ป่วยหนักยังคงเกิดขึ้นอยู่ เนื่องจากผู้ป่วยในภาวะวิกฤตมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว อีกทั้งพยาธิสภาพของโรคที่ซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่นการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ข้อติดแข็ง รวมถึงการเกิดแผลกดทับ ถึงแม้ว่าหอผู้ป่วยหนักได้มีการพัฒนาในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องเช่น การทำ Flow chart แสดงการเปลี่ยนท่าพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย อย่างไรก็ตามอัตราการเกิดแผลกดทับในหอผู้ป่วยหนักยังคงมีอยู่ จากสถิติการเกิดแผลกดทับ 6 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 5.35 ซึ่งปัจจัยส่วนหนึ่ง เกิดจากความตระหนักของพยาบาลในการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย ร่วมกับภาระงานที่ยังคงมีมาก ทำให้พยาบาลส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญ ดังนั้นจึงได้พัฒนานวัตกรรม Bedsore Timing Prevention ขึ้นมา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้เตือนให้พยาบาลได้มีการเปลี่ยนท่าผู้ป่วย โดยการสังเกตการปฏิบัติงานของพยาบาลผู้ดูแลพบว่า พยาบาลยังคงพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยรายที่ Braden scale ≤16 คะแนน ไม่ถึง 100 % ต่อมาจึงได้เพิ่มการใช้สัญญาณเสียงเตือนเพื่อกระตุ้นให้พยาบาลได้ทำการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยตามเวลาที่กำหนดไว้
วิธี/กิจกรรมที่ดำเนินการ
- ประเมินความเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยตั้งแต่แรกรับทุกราย (ผู้ป่วยรับใหม่/ รับย้าย) และประเมินทุกวันในเวรเช้า โดยใช้แบบเฝ้าระวัง/ป้องกันการเกิดแผลกดทับ ของบราเดน(Braden scale)
- บันทึกคะแนน Braden scale ในใบบันทึก vital sign
- ในผู้ป่วยที่มีคะแนน Braden scale น้อยกว่า 16 คะแนน จะเริ่มใช้นวัตกรรม Bedsore Timing Prevention
นวัตกรรม Bedsore Timing Prevention ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ
1. Timing : กำหนดเวลาในการพลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมง เป็นเวลาคู่
2. Position : กำหนดท่าในการพลิกตะแคงตัว คือ นอนหงาย ตะแคงขวา ตะแคงซ้าย
3. Braden scale : กำหนดระดับความเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับเป็น โดยใช้สีเป็นตัวกำหนดดังนี้
สีชมพู หมายถึง ความเสี่ยงสูง Braden scale ≤ 12
สีเหลือง หมายถึง ความเสี่ยงปานกลาง Braden scale 13 - 14
สีเขียว หมายถึง ความเสี่ยงต่ำ Braden scale 15 – 16
วัตถุประสงค์
- พัฒนากระบวนการพยาบาล เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ
- เพื่อสร้างความตระหนักแก่พยาบาลในการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย
โอกาสพัฒนาต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมของญาติผู้ป่วยในการช่วยเหลือกิจกรรมการพลิกตะแคงตัว
ผู้นำเสนอ
นางโรสนี ดารามั่น พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ หอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เบอร์โทรศัพท์ 073-511379 ต่อ8231


6/25/2554


ประสบการณ์พยาบาลในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตมุสลิมระยะสุดท้าย


NURSES’ EXPERIENCES OF CARING FOR CRITICALLY ILL MUSLIM PATIENTS AT THE END OF LIFE
สุภัสสรา ชูช่อ1, เพลินพิศ ฐานิวัฒนานนท์ 2 และสุภัสสรา ชูช่อ 1 /1 โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมือง จ.นราธิวาส คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลนครินทร์


Abstract


. This phenomenological study aimed to describe and explain the nurses’ experiences in providing care for critical ill Muslim patients with end of life. Informants included 12 professional nurses working at the Intensive care unit, the surgical ward unit and the medical ward unit of a hospital in south of Thailand. Data were collected by in-depth interview and non-participant observation. Data were analyzed using van Manen’s guideline.


Nurses described the meaning of caring as 1) caring for them was like our relative, 2) caring the patient to making autonomy, 3) caring for them when the end of life and 4) caring for the patient to humanization; caring for the patient as a normal patient, the patients’ relatives could express their caring able to perform religious and care of dead able to Muslim practices, providing hygiene, turning position relatives’ needs, taking care of body carefulness and clearing quickly. Nurses reported both negative and positive impacts as a result of felling towards caring for the patients. Negative feelings were: 1) sympathetic about respond to belief, 2) being used to because they seen about common, 3) uneasy and unsure with that they care. Positive feelings were:1) happiness with their part in the patients’ relatives reading Quran, 2) feeling good during this end of life included letting the patients with their loved one, 3) pride and impress with taking care patients’ as the best, 4) not stress the patients’ relatives could accepting the reality.


The informants reported impacts as a result of caring for the patients were: 1) not being assessed the bereavement phase, 2) the patients’ relatives could not discussion making, 3) limit of work style, 4) unplanned of the patients’ belief response to perform religious, 5) not improve the quality of communications for the Muslim patients’ relatives, 6) not guide was used to care for Muslim patients with end of life. Nurse needs included: 1) a need for integration project care plan, 2) a need for guide was used to assessment for patients with end of life 3) a need for living will, 4) a need for management working system used to help for caring, 5) a need for being able to perform religious practices as patients belief,6) a need for developing advance communication for Muslim patients’ relatives and 7) a need for guideline that nurses cared for critically ill Muslim patients with end of life holistically. The results of study revealed gaining good experience. The results of this study provided directions and suggestions for improve the quality of care for the critical ill Muslim patients with end of life and their families.


Keyword: Nurses’ experiences, Caring, Critical ill patients with end of life, Muslim

5/14/2554

ทบทวนการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ทบทวนการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

วัตถุประสงค์ 1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการรักษา Acute MI - STEMI / Door to Needle Time 2. ปรับปรุง ระบบการดูแลรักษา

วิธีการทำ

โดยการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วย STEMI พบผู้ป่วย 13 ราย ที่มี Door to Needle Time มากกว่า 30 นาที

CCU เปิดรับผู้ป่วย Fast Track MI ตั้งแต่ เดือน มค. 53 จากการ review chart พบผู้ป่วย 3 ราย มี 2 ใน 3 ราย ได้รับการวินิจฉัยล่าช้า ทำให้ผู้ป่วยได้รับ SK ล่าช้า DTN มากกว่า 30 นาที, อีก 1 ราย เนื่องจาก ICU เตียงเต็ม ต้องadmit อช และ อช ไม่มียา Stock ทำให้ได้ SK ล่าช้า DTN มากกว่า 30 นาที จากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย การรักษาที่รวดเร็ว ICU จึงสำรองตียงสำหรับผู้ป่วย STEMI 1 เตียง จากการทบทวนเวชระเบียนหลังจากสำรองเตียง STEMI พบ 10 ราย ที่มี Door to Needle Time มากกว่า 30 นาที ดังนี้

1. ผู้ป่วย STEMI ส่วนใหญ่ ร้อยละ 70 เป็น เพศชาย และมีโรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง และหัวใจวาย

2. ผู้ป่วย STEMI ร้อยละ 60 เป็นผู้ป่วยที่ต้องเข้า ตึกอุบัติเหตุก่อน เนื่องจาก EKG ที่ รพช.ไม่ชัดเจน, การวินิจฉัยผิดพลาด จาก รพช. , ผู้ป่วยหายใจเหนื่อยหอบ ต้องใส่ท่อช่วยหายใจที่ ER, ไม่มี Standing order

3. ผู้ป่วย STEMI อีก ร้อยละ 40 เป็นผู้ป่วยที่ Fast Tract เข้า CCU แต่ได้รับ SK ล่าช้า DTN มากกว่า 30 นาที มีสาเหตุจาก ผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง แพทย์พิจารณาประเมินซ้ำเพื่อความปลอดภัย หลังจากนั้นได้คุยอาการกับญาติถึงความจำเป็นที่ต้องได้รับยา ญาติเข้าใจและยินยอม, รักษาภาวะแทรกซ้อนก่อน drip SK , อีก 1 ราย R/O Aortic dissecting ส่ง CT-Brain ก่อน เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้ Door to Needle Time มากกว่า 30 นาที

1. ปัจจัยด้านผู้ป่วย เช่น มีโรคร่วม, อายุมาก

2. การวินิจฉัยผิดพลาด /ล่าช้า

3. ระบบการส่งต่อ

ประเด็นพัฒนาที่เกิดขึ้น

1. ข้อตกลงการ consult แพทย์อายุรกรรม ณ จุด ER

2. ระบบ Fast Tract case STEMI จาก รพช. เข้า CCU ไม่ผ่าน ER

3. การประชุมเครือข่าย รพช, รพ.เขตรอยต่อจังหวัดใกล้เคียง มีข้อตกลงเกี่ยวกับการปฏิบัติเมื่อมีผู้ป่วย ACS เพื่อให้เกิดแนวปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน เช่น การ Fax EKG consult, แบบฟอร์มการลงข้อมูลของ รพช. เพื่อหาตัวชี้วัดของ รพช.

4. Standing order สำหรับกลุ่ม STEMI ได้รับการปรับปรุง

5. สร้าง care map เพื่อให้ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันภายในโรงพยาบาล

จากประเด็นพัฒนาได้ดำเนินการแล้วเสร็จ มากกว่า 90 %

5/09/2554

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ตึกไอซียู

โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

การวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้เป็นการนำข้อมูลจากสมุดทะเบียนตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2553-กุมภาพันธ์ 2554

ในการวิเคราะห์ข้อมูลเลือกผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ เลือกผู้ป่วยที่เป็นโรคทางอายุรกรรม จำนวน 10 ราย สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้


1.เพศ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีการติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นชายร้อยละ 90 และจากการ review ประวัติ พบว่า ผู้ป่วยเหล่านั้นมีพฤติกรรมการดูแลตนเองไม่เหมาะสม คือ มีประวัติสูบบุหรี่มากกว่า 10 ปีทุกราย

2.อายุ ผู้ป่วยร้อยละ 80 มีอายุมากกว่า 60 ปี

3.ระยะเวลาที่มีการติดเชื้อผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ90จะมีการติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจหลังจากใส่ท่อช่วยหายใจแล้วมากกว่า 3 วัน มีอยู่ 1 ราย ที่เก็บเสมหะตั้งแต่เริ่มแรก และขึ้นเชื้อ

4.ชนิดของเชื้อ ร้อยละ 60 ของผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ มีการติดเชื้อ Acenitobacter, ร้อยละ 40 เป็น Klebsella Pneumonia

5.อาการที่บ่งบอกว่ามีการติดเชื้อ คือ มีไข้สูง เสมหะเปลี่ยนสี film พบ infiltrate BL

6.ผู้ป่วยอายุรกรรมร้อยละ 50 จะตัดสินใจทำ Tracheostomy ที่เหลืออีก ร้อยละ 50 ปฏิเสธ การทำ Tracheostomy และเสียชีวิตในที่สุด
ปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ
1.ความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อที่ปอดเดิม จะส่งเสริมให้สภาพปอดแย่ลงและ

มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น

2.ระยะเวลาของการใส่ท่อช่วยหายใจ

3.การปฏิบัติของทีมพยาบาล

มาตรฐานการดูดเสมหะ จากการศึกษาของ กรรัตน์ (2552) เกี่ยวกับประสิทธิผล ของการใช้แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศสำหรับการดูดเสมหะในผู้ใหญ่ที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ มาใช้กับผู้ป่วยที่ศึกษา ดังนี้
1. มีการเลือกขนาดสายดูดเสมหะที่เหมาะสมกับเส้นผ่าศูนย์กลางภายในท่อช่วยหายใจจึงทำให้

ลดการบาดเจ็บเยื่อบุหลอดลมจากการใช้สายดูดเสมหะที่มีขนาดเล็ก และทำให้ลมสามารถเข้าไปในปอดระหว่างดูดเสมหะเป็นการป้องกันภาวะพร่องออกซิเจนจากถุงลมปอดแฟบในขณะดูดเสมหะ
2. มีการดูดเสมหะไม่เกิน 2 ครั้งต่อ 1 รอบ เพราะเมื่อใช้ความถี่ในการดูดเสมหะที่มาก

จะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองเยื่อบุหลอดลม และมีภาวะพร่องออกซิเจนตามมาทำให้ลดความรู้สึกไม่สุขสบายและลดการเปลี่ยนแปลงระบบไหลเวียนจากการเพิ่มปริมาตรได้
3. การดูแลให้ความชื้นผ่านเครื่องช่วยหายใจอย่างเหมาะสม ทำให้ไม่จำเป็นต้องหยอดน้ำเกลือ

นอร์มัลเพื่อละลายเสมหะ และลดความเสี่ยงต่อการถูกกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอ หรือรู้สึกอึดอัดจากการหยอดน้ำเกลือ
4. การให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูง 100% ก่อนและหลังการดูดเสมหะอย่างน้อย 30 วินาที

5. มีการใช้แรงดันที่เหมาะสมในการดูดเสมหะ คือ 80-120 mmHg
6. Hand Hygine จากการสังเกตของทีม IC พบว่า ก่อนและหลังให้การพยาบาล
พยาบาลบางคน ไม่มีการล้างมือ หรือใช้ Handrub ก่อนไปปฏิบัติการพยาบาลแก่ผู้ป่วยรายอื่น และจากการสุ่มการล้างมือของทีม IC กับพยาบาล 10 ราย สามารถทำได้ถูกต้อง 9 ราย

7.การเปลี่ยนท่า พลิกตะแคงตัว จากภาระงานที่มากขึ้น ประกอบกับ อัตรากำลังที่ไม่เพียงพอ ทำให้กิจกรรมเกี่ยวกับการพลิกตะแคงตัว ในผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยไม่ได้ทำทุก 2 ชั่วโมง

8.การทำความสะอาดปากและลิ้น เป็นไปตามวิธีปฏิบัติ คือมีการทำความสะอาดวันละ 2 ครั้ง คือ 2.00 น. และ 10.00 น. ทุกวัน

9.การให้อาหารทางสายยาง เพื่อป้องกันการ Aspirate ทำได้ถูกต้อง ดูแลให้นอนศรีษะสูงทุกราย

- การเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ มีการเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ ทุก 7 วัน

ในปีที่ผ่านมาผลประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง มากกว่าร้อยละ 80 สิ่งที่ต้องตกลงกันในทีมขณะนี้คือการปรับระดับเกณฑ์ตัวชี้วัดให้ เหมาะสมขึ้น ทีมใดมีข้อเสนอแนะ ขอให้ส่งข้อเสนอแนะมากันด้วยนะคะ........ narisa


PALLIATIVE CARE